ข่าวประจำฉบับ

นักเขียนรุ่นใหม่ ฐาวรา สิริพัฒน์ กับเดอะ ไวท์ โรด

จุลสารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอแนะนำนักศึกษา ซึ่งเป็น นักเขียนรุ่นใหม่ ชื่อ ฐาวรา สิริพัฒน์ หรือ ดร.ป๊อป เจ้าของนิยาย แฟนตาซีเรื่อง เดอะ ไวท์ โรด ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี 1 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ดร. ป๊อป เริ่มสนใจงานเขียนมาตั้งแต่เด็ก แต่เริ่มเขียน จริงจังตอนอายุ 14 ประเภทเรียงความ ถูกปลูกฝังให้รักการอ่าน การเขียน จะอ่านทุกอย่าง คุณแม่มีหนังสืออะไรก็อ่านตามนั้น ดร. ป๊อบพูดถึงการเรียนรู้ของตนว่า

“ผมไม่ได้อาศัยความรู้จากหนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ หนังสือไม่ใช่แหล่งความรู้แหล่งเดียวในโลกนี้ ผมอาศัยภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต Animation ความรู้รอบตัวต่าง ๆ ศึกษาได้หมด เราจะได้ไม่จมอยู่กับหนังสือเพียงอย่างเดียว”

การเริ่มต้นงานเขียนเดอะ ไวท์ โรด มีความเป็นมาจาก โครงเรื่องที่เป็นการ์ตูนเมื่อตอนเรียนอยู่ ม.3 เขาเสริมว่า

“เรามีโครงเรื่องของไวท์โรดตั้งแต่ ม.3 ตอนนั้นทำเป็น การ์ตูน คิดว่าถ้ามาทำเป็นหนังสือน่าจะได้เรื่องยาวเรื่องหนึ่ง ถ้าเอา มาแข่งกับนวนิยายที่ดังๆ ในตอนนั้นน่าจะลองเขียนดู ทำไมเราไม่ แสดงออก เพราะไม่มีอะไรเสียหายในการแสดงออก ผลปรากฏว่า มันดัง ประสบความสำเร็จ ก็ตกใจ เพราะไม่ได้คาดหวังอะไร”

เดอะ ไวท์ โรด ไม่ได้เผยแพร่สู่สายตานักอ่านเป็นหนังสือ แต่ได้ปรากฏทางสื่อสมัยใหม่อย่างอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่ เพื่อนสร้างให้ตอนอายุ 16 ปี และมีคนอ่านจากเวปไซต์ได้ ดาวน์โหลดไปใส่ในพีดีเอ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก อีกทั้งยังแนะนำให้ไปลงในเวปไซต์ www.dek-d.com ทำให้มี ผู้อ่านกว้างกว่า นับจากนั้นเดอะ ไวท์ โรด ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ก่อนจะมาตีพิมพ์เป็นเล่ม กับสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ซึ่งมีมังกรคู่สิบทิศ อยู่ในสังกัดเพียงเล่มเดียว

ความสนใจงานเขียนมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างอย่างไร ดร. ป๊อปอธิบายว่า

“ทางบ้านไม่สนับสนุนและไม่คัดค้านเรื่องการเขียน ไม่มีใครรู้ว่าผมจะเขียน เพราะบุคลิกผมไม่ใช่ เพื่อนเห็นเรื่องที่ เขียนในอินเตอร์เน็ตยังถามว่าแปลมาหรือเปล่า ผมว่าจริงๆแล้ว งานเขียนเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องมีวิญญาณ นักเขียน ผมเริ่มจาก การเป็นคนอยากเขียน เพราะฉะนั้นทางบ้านอาจจะรู้ว่าผมแค่ทำ เล่นๆ ผมเป็นคนชอบเล่นอะไรอยู่แล้ว แต่ปรากฏมันออกมาดี ทางบ้านก็สนับสนุนเต็มที่ ครูอาจารย์และเพื่อนให้การสนับสนุน ไม่มีใครคัดค้าน คืองานเขียนมันเป็นงานที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้หนักสังคม เราทำแล้วมีความสุข ได้คิดสร้างสรรค์”

นิยายแนวแฟนตาซีเป็นนิยายที่เปี่ยมไปด้วยความคิดและ จินตนาการ ซึ่งเป็นความถนัดของ ดร. ป๊อป เขาเล่าว่า

“ผมชอบเขียนแนวแฟนตาซี เนื่องจากแฟนตาซีไม่มี คำว่าผิด ใครอ่านแฟนตาซีแล้วบอกว่าผิด แสดงว่าคุณไม่ใช่นักอ่าน แฟนตาซีตัวจริง และหนังสือที่คุณอ่านคงไม่ได้ซึมซับความคิดเข้า หัวคุณเท่าไหร่ แฟนตาซีมันกว้างและสนุก เด็กก็เขียนได้ ผู้ใหญ่ ก็เขียนได้ คนที่เขียนได้ไม่ได้ถือว่าเก่ง เป็นคนธรรมดา ผมชอบการ เป็นคนธรรมดา”

การเรียนรู้ในโลกสมัยใหม่สามารถทำได้จากสื่อที่ หลากหลาย ฉะนั้นวัตถุดิบของ ดร. ป๊อปในการเขียนเรื่องคือสิ่งรอบ ตัวทุกอย่าง

“ผมใช้ชีวิตวัยรุ่นค่อนข้างเต็มที่ ผมได้สัมผัสชีวิตของวัยรุ่น เต็มที่ ชอบศึกษาอะไรต่างๆ ผมคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ว่าจะ อินเตอร์เน็ต มัลติมีเดียต่างๆ ผมมีเพื่อนมาก ศึกษาจากเพื่อน ทุกคนว่าจะนำมาเป็นลักษณะตัวละครได้อย่างไร เราศึกษาในเรื่อง การใช้ภาษา ฝึกเขียนบ่อยๆ ฝึกเขียนบทละคร ย่อความ เรียงความ การอ่านเป็นทักษะเพื่อดูว่าเดินเรื่องอย่างไรให้ราบรื่น อย่างในไวท์โรด กลุ่มเป้าหมายของผมคือเด็ก ทุกอย่างผมสร้างเองทั้งหมด เป็นโลก ที่กว้างมากๆ มีชนเผ่าเยอะ แต่ละชนเผ่ามีเอกลักษณ์ของตน อาศัยการค้นคว้าว่าถ้าจะบรรยายชนเผ่าต้องเป็นอย่างไร ค้นคว้า ศิลปวัฒนธรรมของเขา เพราะเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ไวท์โรด ไม่ได้ขายแค่เด็ก สื่อให้คนต่างรุ่น ตัวละครมีหลายรุ่น ตัวละครของผม มิใช่สีขาวหรือสีดำ แต่จะเป็นสีเทา มีหลายระดับ ”

ขั้นตอนในการกลั่นกรองเป็นนิยายแฟนตาซีอย่างเดอะ ไวท์ โรด ป๊อปทำงานคล้ายกับการเดินเรื่องของภาพยนตร์

“ผมจะวางโครงเรื่องก่อน คือ จะมี storyboard เพราะว่าไวท์โรด เป็นนิยายที่ยาว มีทั้งหมด 3 เล่ม รวมกัน 1,500 หน้า เป็นเรื่องที่ ยาก ถ้าคุณสักแต่ว่าเขียน ผมคง จะลืม รายละเอียดของตัวละคร หรือชื่อของตัวละคร เพราะตัว ละครเกินหนึ่งพันตัว ตัวละคร เด่นๆ เกินร้อย คือตัว ละครตัวนึง อาจจะโผล่มาในฉากแรก แล้วหาย ไปเลย กลับมาอีกทีในฉากท้ายๆ เรื่อง บางทีชื่อของเขาผมอาจจะ เขียนไม่ถูก ฉะนั้นผมต้องมีสตอรี่บอร์ด เพื่อจดบันทึกฉากต่างๆ ไว้ คิดอะไรใหม่ๆ ได้ก็จะจดไว้”

ดร. ป๊อปใช้เวลาในการเขียนหลังเที่ยงคืน ความเร็วในการเขียน จะไหลลื่น ก่อนหน้านั้นเขาจะอ่านหนังสือเรียนเพราะเรียนเอแบคเป็น ภาษาอังกฤษ ซึ่งเขาต้องทุ่มเทพอสมควร ในระหว่างที่ใช้เวลาเขียน หนังสือ เขาจะเล่นเกม พูดคุยกับเพื่อนไปด้วย ซึ่งบางคืนนอนตี 3-4 บางทีหกโมงเช้า จะเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เขาได้กล่าวเพิ่มเติม เกี่ยวกับชีวิตช่วงนี้ว่า

“ผมทำหลายอย่าง ผมสนุก ใช้เวลากับการทำงานหลายๆ อย่างนอกจากงานเขียน ยังมีโอกาสเป็นศิลปินด้วย เหนื่อยแต่สนุก ได้เจอผู้คน ได้แลกเปลี่ยน ผมว่างานเขียนของผมเป็นงานอดิเรก เขียนในตอนมีอารมณ์ คือสนุก มิใช่งานมืออาชีพที่ต้องรีบปั่นต้นฉบับ ให้มันเยอะๆ อ่านหนังสือก็เป็นสิ่งสนุก”

“ชีวิตมันเปลี่ยนไป คือ เมื่อก่อนทำอะไร ผมก็ทำ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แค่นักเขียน ผมไม่ค่อยแคร์สายตาคนเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ทุกการ กระทำของเรามีผลต่อตัวเราทั้งสิ้น เราเกิดเราดับได้ตลอดเวลา ผมจะเห็นข้อความเกี่ยวกับตัวเราบนเน็ต มีคนสนใจการแต่งกาย การเดิน แม้กระทั่งสถานที่ที่ผมไป ถ้าผมทำตัวไม่ดี คนจะมองภาพ นักเขียนผิดๆ และเรตติ้งจะตก ชีวิตเปลี่ยนไปในแง่ที่ขาดอิสระใน บางช่วง แต่เรามีเพื่อนเยอะ เราภูมิใจที่เพื่อนที่เอแบคเป็นเพื่อนที่ดี คอยโทรศัพท์มาเตือนมาปลุกเรา”

ชีวิตการเป็นนักศึกษาเอแบค ดร. ป๊อปได้แสดงความ คิดเห็นว่า

“อยากบอกว่าเด็กเอแบค ไม่ใช่ลูกคุณหนู อย่ามองอะไร แต่ภายนอก แล้วสรุปว่าคุณรู้ทุกอย่าง อยากให้คุณสัมผัสแล้วคุณ จะรู้ว่าเด็กเอแบคมีความเป็นมิตรกว่าเด็กรัฐบาลบางที่ การใช้ของรวย รถราคาแพง มิได้หมายความว่าคุณมีอีโก้สูง แสดงให้เห็นว่าคุณมี สังคมด้วยก็ได้”

ในการเป็นคนเขียนหนังสือ เขายอมรับถึงข้อดีของการเขียน คือได้ฝึกกระบวนการคิด คิดเป็นเหตุเป็นผล ซึ่ง ดร. ป๊อปมีความ แตกต่างจากนักเขียนทั่วไป

“การเป็นนักเขียนผู้คนมักมองว่าสูงกว่าคนทั่วไป เรามิใช่ พระเจ้า นักเขียนเป็นแค่คนที่บรรยายความรู้สึกของคน คนอ่านคือ พระเจ้า ถ้าคุณยอมรับความคิดของนักเขียน คุณคือพระเจ้า แต่นักเขียนหลายคนดูมีความรับผิดชอบ สำหรับผมค่อนข้างไม่จริง จังกับชีวิตนัก ทุกอย่างปล่อยไปตามอารมณ์ ผมไม่ได้คิดว่าทำโน่น ทำนี่ต้องเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ในอนาคตเราแก้กันได้ การเป็นนักเขียนคือเป็นคนธรรมดา กล้าที่จะถ่ายทอด กล้าที่จะ แสดงออกได้”

สำหรับแผนการในอนาคต ดร. ป๊อปจะไปศึกษาต่อ ปริญญาโท ด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อยากทำธุรกิจของ ตนเอง และกล่าวว่าไวท์โรดจะจบ 4 ภาค 12 เล่ม

“การเป็นนักเขียนเป็นแค่ความอยาก วางแผนไว้ว่าจบ เอแบค จะไปต่อปริญญาโทที่ลอสแองเจลิส หลังจากนั้น อยากทำงาน ด้านบันเทิง คือการเป็นนักเขียนไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนที่จะต้อง หยุดนิ่งเสมอไปผมไม่ได้รับปากว่าผมจะเป็นนักเขียนในอนาคต ผมอาจจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ ตอนอายุ 30 ถ้าผมมีไฟอยากเขียนผม จะเขียนเรื่อยๆ”

บทบาทของการเป็นนักเขียนในวันนี้ของ ดร. ป๊อป ส่งเสริมให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้ทำสิ่งต่างๆ อย่างการเป็นนักร้อง ความเป็นคนรุ่นใหม่บวกกับการขวนขวายเรียนรู้กับสิ่งที่อยู่ทั้งนอก และในตำรา การตั้งใจทำสิ่งใดให้ดีที่สุด สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็น คุณสมบัติที่คนรุ่นใหม่ สามารถยึดถือปฏิบัติตาม อีกทั้งการเป็นคน อ่อนน้อมถ่อมตน น่าจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนเส้นทางความฝันของ เยาวชนแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

	


	
	
ABAC Newsletter Assumption University, Thailand