บทความประจำฉบับ

โพลไม่ใช่มติมหาชน
นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล

คำว่า “โพล” ในหนังสือ An Introduction to Survey Research, Polling and Data Analysis แต่งโดยคณาจารย์จาก Ohio State University ปี ค.ศ. 1996 ระบุไว้ชัดเจนว่า การทำโพลเป็น การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ที่ครอบคลุมการสำรวจ ความคิดเห็น (Opinion) ทัศนคติ (Attitude) ความเชื่อ (Belief) และพฤติกรรม (Behavior) ของประชาชนต่อปรากฏการณ์ทางสังคม ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ นอกจากนี้ การทำโพลยัง หมายรวมไปถึง การสำรวจ ข้อเท็จจริงทางสังคม (Social Facts) ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครระบุได้ว่าการทำสำรวจโพลครั้งแรก ของโลกเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ของชาวคริสต์ ระบุว่าการทำสำมะโน (Census) เกิดขึ้นโดยโมเสสที่ภูเขาซีนาย ต่อมาชาวโรมันได้อาศัยสำมะโนเหล่านี้เพื่อจัดเก็บภาษีจากประชาชน นอกจากนี้การทำสำมะโนแรก ๆ ในปี ค.ศ. 1086 หรือ พ.ศ. 1629 ประเทศอังกฤษใช้เพื่อทำบัญชีรายชื่อผู้ครอบครองที่ดิน

จากนั้นในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 19 การทำสำรวจทาง สังคม (Social Survey) ได้เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยนักวิจัยอิสระและ หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลในประเทศอังกฤษ และอเมริกา เพื่อ ศึกษาค้นหาเงื่อนไขทางสังคม และแก่นแท้ของความยากจน ต่อมาไม่ นานนัก หนังสือพิมพ์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มทำโพลแบบ ง่าย ๆ ในอเมริกา ขณะที่การทำวิจัยตลาด เองก็เริ่มต้นขึ้นด้วย

ในช่วงต้น ๆ ของศตวรรษที่ 20 นักวิจัยจำนวนมากเริ่มทำ สำรวจวิจัย ในลักษณะเดียวกัน กับระเบียบวิธี ที่พวกเรารู้จัก ในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1950 หรือปี พ.ศ. 2493 การทำโพลของ สำนักต่าง ๆ ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างแพร่หลาย ในสหรัฐอเมริกาและกลุ่ม ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรป (Herbert F. Weisberg and others, An Introduction to Survey Research, Polling and Data Analysis ค.ศ. 1996 หน้า 3)

สำหรับในประเทศไทย การสำรวจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือก ตั้งทางการเมือง ที่เริ่มมีการจัดทำ และเผยแพร่อย่างเป็นกิจจะ ลักษณะ ได้แก่ การเลือกตั้งในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 โดย “นิด้าโพล” ได้ทำการสำรวจ 9 เขตเลือกตั้ง ในกรุงเทพมหานคร จากนั้นนิด้าโพล ก็ยังได้ทำการสำรวจ เพื่อทำนายผลการเลือกตั้งใน วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 ยังผลให้มีหน่วยงาน และสถาบัน หลายแห่ง ได้เข้าสู่วงการสำรวจ คะแนนนิยม เพิ่มขึ้นนับจากนั้นเป็น ต้นมา (อ้างในบทความ เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง)

นอกจากนี้ โพลที่มีผลกระทบอย่างชัดเจนในทางการเมือง สมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับแรงกดดันให้ลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายธีรยุทธ บุญมี หรือต่อมาเป็นที่รู้จัก กันในนาม “ธีรยุทธโพล” ผู้ทำโพลและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ประกอบผลโพลอย่างตรงไปตรงมาในทุกยุคทุกสมัยของรัฐบาลชุด ต่าง ๆ ที่ผ่านมา

“สวนดุสิตโพล” เป็นสำนักโพล ที่ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็น ทางการ และมีผลสำรวจด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ “เอแบคโพล” และ” กรุงเทพโพล” ก่อกำเนิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน หรือประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา โพลไม่ใช่มติมหาชน

ผู้เขียนได้อ่านบทความเรื่อง “ผลการสำรวจจากโพล คือ ‘มติมหาชน?’” เขียนโดย ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ซึ่งเผยแพร่ผ่าน หนังสือพิมพ์มติชนรายวันประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงใคร่ขอแบ่งปัน ความรู้ และประสบการณ์ บางส่วนที่ศึกษา และพบ เจอมา ในภาคปฏิบัติจริง ให้สาธารณชนทราบ

ตามจริงคำว่าโพล ถูกคนบางกลุ่ม หรือแม้แต่นักวิชาการ บางคนให้คำแปลที่ไม่ถูกต้อง โดยแปลกันไปว่าเป็น “สาธารณมติ” “มติมหาชน” หรือบางคนไปไกลกว่านั้น ถึงกับบอกว่าเป็น “การ สำรวจประชามติ” ซึ่งคำเหล่านี้เป็นการแปลที่ไม่ถูกต้อง เพราะ “ผลสำรวจจากโพล” เป็นข้อมูล ที่ได้จากตัวอย่าง ของกลุ่มประชากร เป้าหมาย ซึ่งมีความคลาดเคลื่อน เกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอน ในการทำโพล ตั้งแต่การตั้งหัวข้อเรื่อง หรือประเด็นที่ทำสำรวจ การกำหนด วัตถุประสงค์ การสร้างแบบสอบถาม การกำหนด ประชากรเป้าหมาย และขอบเขตในการศึกษา การกำหนดขนาดตัวอย่าง กระบวน การเลือกตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อ ประมวลผล การประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการตี ความผลสำรวจ เพื่อเขียนรายงานสรุป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ มีโอกาสของ ความคลาดเคลื่อน และอคติ (bias) เกิดขึ้นได้

ตัวอย่างเช่นนักทำโพลอาจตั้งหัวข้อเรื่อง ประชาชนคิด อย่างไรต่อผลงานรัฐบาลทักษิณ การตั้งหัวข้อเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะ มันไม่มีความชัดเจนว่า “ประชาชน” ในที่นี้ครอบคลุมถึงใคร ที่ใดบ้าง ผลที่ตามมา ก็คือคนที่อ่านผลสำรวจ จากโพลนี้ ก็จะเข้าใจคลาดเคลื่อน กันไปต่าง ๆ นานาว่า เป็นประชาชน ทั่วประเทศหรือเฉพาะพื้นที่

ผู้เขียนจึงขอเสนอการตั้งหัวข้อให้ชัดเจนดังนี้ “ประชาชนคิด อย่างไรต่อผลงาน ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร : กรณีศึกษาตัวอย่าง ประชาชนใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ” จะเห็นได้ว่า การตั้งหัวข้อดังกล่าว นี้ช่วยลดทอน ความคลาดเคลื่อนไปได้ ค่อนข้างมากเลย ทีเดียวเพราะชัดเจนว่า ประชาชนในที่นี้ครอบคลุม ใครและขอบเขต ของการศึกษาอยู่ที่ใด

คราวนี้ลองมาพิจารณา ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจาก การสร้างแบบสอบถามที่มีอคติและชี้นำโดยจำกัดให้คนตอบไปใน ทิศทางที่นักทำโพลต้องการ เช่น ถ้าว่า ท่านพอใจระดับใดต่อผลงาน ของรัฐบาลในเรื่องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งละ 1 ล้านบาท โดยมีตัวเลือกให้ผู้ตอบว่าพอใจ ไม่ค่อยพอใจ ไม่พอใจ จะเห็นว่า ตัวเลือกจะเอนเอียงไปในทางลบต่อผลงานรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นเวลา สรุปถ้าสรุปผลโดยนำเอา ไม่ค่อยพอใจ กับไม่พอใจไปรวมกันอีก ก็จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนอย่างมาก

ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขคือ ต้องมีตัวเลือกที่สร้าง ความสมดุลในคำตอบอย่างไม่เอนเอียง โดยควรมีตัวเลือกใหม่ดังนี้ คือ พอใจ ค่อนข้างพอใจ ไม่ค่อยพอใจ ไม่พอใจ และนักออกแบบ สอบถามควรเพิ่มไปอีกหนึ่งตัวเลือกคือ ไม่มีความเห็น ผลที่ตามมาก็ คือ ผู้ตอบพอใจมีตัวเลือกที่สมดุลและผู้ตอบบางคนไม่มีข้อมูล เพียงพอในการตอบจึงอาจเลือกระบุไปว่า ยังไม่มีความเห็น

ประเด็นสำคัญที่ต้องระมัดระวังสำหรับนักทำโพลคือ กระบวนการเลือกตัวอย่าง และการกำหนดขนาดตัวอย่าง ซึ่งถือได้ ว่าทั้งสองขั้นตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน หรืออคติในผลสำรวจ ส่งผลให้ผลสำรวจที่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความ เป็นจริงอย่างมากมาย โดยที่ขั้นตอนนี้ของการทำโพลต้องการ นักสถิติ (Statistician) หรือนักสุ่มตัวอย่าง (Sampler) มาช่วยใน การคิดคำนวณขนาดตัวอย่าง ที่เหมาะสมกับโครงการ และวิธีการ เลือกตัวอย่าง ที่คำนึงถึงความเป็นไปได้ ทางสถิติในการเป็น ตัวแทนที่ดี ของประชากรเป้าหมาย

เรื่องนี้มีปัญหาของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมากใน กลุ่มคนที่อ่านผลโพลและแม้กระทั่งนักทำโพลเอง เพราะคนส่วนมาก เชื่อว่าต้องเก็บตัวอย่างเป็นจำนวนมากจึงจะน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นความ เข้าใจผิด เนื่องจากจำนวนตัวอย่างที่มากเพียงอย่างเดียวกลับจะสร้าง ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในผลสำรวจ ตัวอย่างเมื่อ 60 ปีที่แล้วใน ประเทศสหรัฐอเมริกา นักการเมืองออกมาเรียกร้อง ให้ทำโพลโดยเก็บ ข้อมูล จากประชาชนให้มาก ๆ จึงมีสำนักโพลแห่ง หนึ่งเกิดบ้าจี้ทำตาม เก็บมากถึง 10 ล้านคน ผลปรากฏว่า ข้อมูลทำนายผลการเลือกตั้ง ผิดพลาดอย่างมากมาย ในขณะที่สำนักโพลอื่น ๆ เก็บเพียงแค่ 1 พันตัวอย่างเท่านั้น

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมสำนักโพลที่เก็บตัวอย่างเพียง พันกว่าตัวอย่าง จึงถูกต้องเที่ยงตรง มากกว่าสำนักโพลที่เก็บเป็น ล้าน ๆ คน คำตอบก็คือว่า การกำหนด ขนาดตัวอย่างจำเป็นต้อง สอดคล้อง กับกระบวนการ เลือกตัวอย่าง (Process of Sample Selection) ด้วย ซึ่งจะได้มา ก็ต้องอาศัย การคำนวณ ด้วยสูตรทาง สถิติ และถ้าหากมี การเลือกตัวอย่าง หลายช่วงชั้น (Multistage Sampling) ก็จำเป็นต้องคำนึงถึง ค่าผลกระทบ (Design Effect) จากการ เลือกตัวอย่างด้วย มิฉะนั้น ความคลาดเคลื่อน ก็จะเกิดขึ้น ตามมาอีกมากมายเช่นกัน

ตัวอย่างที่จะยกมา ให้เห็นที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงวงการ ทำโพลในประเทศไทย ก็เพราะว่า มีหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งต้อง การให้สำรวจ ความพึงพอใจ ของลูกค้าต่อการให้บริการ จึงได้เรียก สำนักโพลต่าง ๆ จำนวนมาก มานำเสนอเทคนิค และระเบียบวิธี ซึ่งพบว่า สำนักโพลเหล่านั้น เสนอขนาดตัวอย่าง ตามสูตรของนักสถิติ ท่านหนึ่ง ในลักษณะของสูตร สำเร็จรูป โดยหารู้ไม่ว่า สูตรเหล่านั้นเป็น สูตร กำหนดขนาดตัวอย่าง ที่เหมาะสม กับการเลือกตัวอย่าง แบบง่าย (Simple Random Sampling) ไม่ใช่เหมาะกับ ทุกวิธีของการเลือก ตัวอย่าง คราวนี้ถ้าหน่วยงานราชการ แห่งนั้นได้ผลสำรวจไป และเชื่อตามก็อาจตัดสินใจ ผิดพลาดได้อย่างน่าเป็นห่วง

ตามจริงแล้วยังมีอีกหลายขั้นตอนแต่คงต้องการเวลาที่ มากพอในการอธิบาย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งที่น่า พิจารณาคือ การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) ที่อาจมีปัญหา ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้ง ๆ ที่นักสถิติจะ ออกแบบการเลือกตัวอย่างและกำหนดขนาดตัวอย่างได้อย่างเหมาะสม เพียงไร แต่ถ้าในกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลมีปัญหาต่อไปนี้ก็ จะทำให้ผลสำรวจนั้นผิดเพี้ยนไปจากความจริงได้ ดังตัวอย่างเหตุ ปัจจัยต่อไปนี้อย่างน้อย 3 ประการคือ

ประการแรก พนักงานเก็บข้อมูล สร้างข้อมูลเท็จหรือที่ เรียกว่านั่งเทียนเขียน ประการที่สอง ประชาชน ผู้ตกเป็นตัวอย่าง ไม่ยอมตอบ (Non-Response) ประการที่สาม พนักงานเก็บข้อมูล ไม่สามารถติดต่อ กับกลุ่มตัวอย่างได้ (Non-Contact) ซึ่งนักวิจัย และนักสถิติ จะต้องนำปัญหาเหล่านี้ มาพิจารณาและควบคุมมิให้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ของข้อมูลผลสำรวจได้

นอกจากนี้ ขอกล่าวถึงความคลาดเคลื่อนที่ไม่ได้เกิดขึ้น จากการสุ่มตัวอย่าง (Non-Sampling Errors) ซึ่งได้กล่าวถึงไปบ้าง แล้วบางส่วน แต่คงต้องรวมไปถึงความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการ ลงรหัสข้อมูล การป้อนข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลที่เกิดความ ผิดพลาดขึ้นและส่งผลทำให้ผลสำรวจผิดเพี้ยนไปได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เมื่อทำนายผลการเลือกตั้ง จำนวนที่นั่งของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ผ่านมา สำนักโพล ทุกสำนักกำหนดยอมรับ ความคลาดเคลื่อน จากการสุ่มตัวอย่างไว้ที่ บวกลบร้อยละ 5 โดยมีช่วงความเชื่อมั่น ที่ร้อยละ 95 แต่พอผลการ เลือกตั้งจริงออกมา จะเห็นว่าโพล ทุกสำนักผิดพลาด คลาดเคลื่อนไป จากตัวเลขเดิม ที่กำหนดไว้ ซึ่งพบว่า สำนักโพลบางแห่ง มีความคลาด เคลื่อนสูงเกือบร้อยละ 30 ในขณะที่สำนักโพลแห่งหนึ่ง คลาดเคลื่อน ไปร้อยละ 8 ทั้ง ๆ ที่นักวิจัย และนักสถิติ กำหนด ความคลาดเคลื่อน จากการสุ่มตัวอย่าง ไว้ที่ร้อยละ 5 จึงเห็นได้ว่า นอกจาก ความคลาด เคลื่อน จากการสุ่มตัวอย่าง แล้วยังต้องพิจารณา ความคลาดเคลื่อน ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับการสุ่มตัวอย่างด้วย จึงเรียกความคลาดเคลื่อนทั้ง สองนี้ว่า ความคลาดเคลื่อนรวบยอด (Total Errors) ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ ล่วงหน้าว่า จะเกิดขึ้นเท่าใด

ด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนหวังว่าคงจะมีเหตุผล เพียงพอ ที่จะทำให้ประชาชน ผู้อ่านผลโพล หรือได้ยินได้ฟังผลสำรวจ ต่าง ๆ เห็นได้ว่า ผลสำรวจจากโพลไม่ใช่มติมหาชน แต่มันเป็น เพียงข้อมูล ประเภทหนึ่ง ที่ผู้อ่าน หรือพบเห็น ต้องมีความเป็นตัว ของตัวเองสูง ซึ่งถ้าจะเชื่อ ก็ควรนำผล สำรวจจากโพล ไปประกอบ กับแหล่งความเป็นจริงด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่แนะนำ ให้เชื่อ แต่แนะนำ ให้รับฟังไว้อย่างมีสติ โดยระลึกอยู่เสมอว่า ผลโพล ไม่ใช่กรรมการตัดสินชี้ขาด และนักทำโพล เองก็ต้องไม่ ให้น้ำหนัก กับผลโพลเป็นเสมือน “คำพิพากษา”

นอกจากนี้ ข้อมูลที่นักทำโพลได้มาจากการทำสำรวจก็เป็น เพียงแค่ภาพปรากฏทางสังคม (Social Phenomena) ไม่ใช่ “ความ เป็นจริงทางสังคม” (Social Reality) ในตัวมันเอง ดังนั้น ผลสำรวจ ที่นักทำโพลได้จึงไม่ใช่ความเป็นจริง มันเป็นเพียงแค่เปลือกของความ เป็นจริงเท่านั้น เพราะปรัชญาของความเป็นจริงคือ ความเป็นจริง คืออะไร เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ได้ (Reality is Unknown)

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ไม่ควรปฏิเสธหรือมองข้ามผล สำรวจจากโพลโดยสิ้นเชิง เพราะโพลเองก็มีประโยชน์ในฐานะที่ สำรวจมาจากตัวอย่าง (Sample Survey) ซึ่งถ้ามีกระบวนการเลือก ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรเป้าหมาย และมีการ ควบคุมคุณภาพของการสำรวจอย่างดี ผลสำรวจจากตัวอย่างก็จะ เป็นประโยชน์และมีคุณค่ามหาศาลต่อสังคมประเทศ เพราะถ้าผู้มี อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินฟังผลสำรวจความรู้สึกนึกคิด ของประชาชนบ้าง ก็ยังดีกว่าตัดสินใจอะไรตามอารมณ์หรือความ รู้สึกของคนเพียงไม่กี่คน

	


	
	
ABAC Newsletter Assumption University, Thailand