จุลสารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีโอกาสได้สนทนา กับอาจารย์ ท่านหนึ่ง ซึ่งมีความคุ้นเคยผูกพัน กับเครื่องแบบสีขาว มาเนิ่นนาน ปัจจุบันทำหน้าที่ แม่พิมพ์ ถ่ายทอดความรู้ ในด้านการพยาบาล และดำรงตำแหน่ง รองคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ดร. นันทพันธ์ ชินล้ำประเสริฐ ได้เล่าถึงการเริ่มต้นใน เส้นทางของการเป็นพยาบาลว่า
อาจจะเพราะอิทธิพลจากพี่ชายที่เรียนหมอ จึงอยาก ช่วยเหลือผู้อื่น ทำประโยชน์ให้แก่สังคม เมื่อจบ ม. ปลายจากโรงเรียน ภูเก็ตวิทยาลัย จังหวัดภูเก็ต เดินทางเข้ากรุงเทพ เรียนวิชาพยาบาล ที่วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย เมื่อปี พ.ศ. 2517
ใช้เวลาศึกษา 3 ปีครึ่ง เมื่อจบแล้วจึงได้ บรรจุเป็นพยาบาล ประจำการหน่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้สวมเครื่องแบบ สีขาว ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 - 2528
หลังจากที่ได้อนุปริญญาพยาบาล และผดุงครรภ์จาก วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย ปี พ.ศ. 2520 และได้เริ่มทำงานก็ อยากจะเรียนต่อ ทางด้านพยาบาล ให้จบปริญญาตรี เพื่อจะเป็น อาจารย์จึงเข้าเรียน ที่คณะครุศาสตร์ (ภาควิชาพยาบาลศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน ปี พ.ศ. 2523
ช่วงปี พ.ศ. 2523 - 2525 อาจารย์ได้ศึกษาเล่าเรียนใน ภาคเช้าก่อนจะปฏิบัติหน้าที่ พยาบาลหน่วยฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ในภาคบ่ายและดึก การทำงานและเรียนไปพร้อมกัน เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องเตรียมการเรียน อย่างหนัก ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เพราะไม่มีโอกาส และเวลาไปหยิบตำรา มาอ่านเลย ในขณะ สวมเครื่องแบบสีขาว ในหน่วยฉุกเฉิน
เมื่อจบปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต (พยาบาลศึกษา) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน ปี พ.ศ. 2525 แล้วทำงานอยู่ที่ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ อีก 2 ปี จึงสมัครเรียน ในระดับปริญญาโท ทางด้านสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานไปด้วยเรียน ไปด้วย มุ่งมั่นจะให้จบภายใน 2 ปี
จากหน้าที่พยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาจารย์ได้ หันเหเริ่มการเป็นครูครั้งแรก ที่วิทยาลัยคริสเตียน โดยเข้าไปช่วย บุกเบิก การจัดการเรียนการสอน เรื่องอนามัยชุมชน สำหรับนักศึกษา ปี 3 และ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2529
ทำงานในตำแหน่งหัวหน้า สาขาวิชาการพยาบาลอนามัย ชุมชน วิทยาลัยคริสเตียน ได้ ประมาณ 2 ปี จึงย้ายตามครอบครัว ไปทำงาน ที่จังหวัดลำพูน เป็นนักวิชาการสาธารณสุข 4 ฝ่ายวิชาการ โรงพยาบาล ลำพูน จังหวัดลำพูน 2 ปี
หลังจากนั้นได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานที่มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ ครั้งแรกในตำแหน่งหัวหน้า สาขาวิชาการพยาบาลอนามัย ชุมชน เมื่อปี พ.ศ. 2533 จนปี พ.ศ. 2536 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ปฏิบัติหน้าที่รองคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ได้ 3 ปีเศษก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับ ปริญญาเอก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ดร. นันทพันธ์ ได้พูดถึง วิทยานิพนธ์ที่ทำในขณะได้รับทุน ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ด้านพยาบาล ณ University of Illinois at Chicago, USA. ระหว่างปี พ.ศ. 2539 - 2543 ว่า
ส่วนตัวแล้วสนใจปัญหาสุขภาพ ของผู้หญิงรวมทั้งปัญหา สังคม จึงสนใจทำวิจัยเรื่อง การข่มขืนผู้หญิงโดยแฟนของตน หรือผู้ที่ออกเดทด้วย ซึ่งก็พบว่าเป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่ยังไม่มีใครกล้าเขียนตีแผ่เรื่องนี้ ในสังคมไทยอาจเพราะค่านิยม การเลี้ยงดูผู้ชายกับผู้หญิง ไม่เท่าเทียมกัน สังคมไทยให้สิทธิผู้ชายมาก กว่าในเรื่องเพศสัมพันธ์ ถ้าเกิดปัญหาขึ้น ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายถูกตำหนิ ปัญหานี้มีผลกระทบ ต่อสังคมสูง แต่ยังแก้ไขไม่ได้ คือถ้าผู้หญิงถูกข่มขืน โดยแฟนตัวเอง หรือถูกบังคับ ให้มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่เต็มใจแล้วเกิดท้อง ผู้หญิงคนนั้นก็จะเสียอนาคต ถูกสังคมตำหนิ ถ้าเรียนอยู่ก็อาจ ต้องรีไทร์ บางคนต้องหลบหนี จากสังคม และอาจจะตัดสินใจทำแท้ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สรุปว่าผู้หญิงถ้าถูก กระทำโดยแฟนของตน สังคมมักจะมองว่าผู้หญิง เป็นฝ่ายผิดเสมอ ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่มีแต่ เรื่องเสียหาย ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไข อย่างจริงจังเพราะเป็น ปัญหาหนึ่งของการใช้ความรุนแรง ต่อผู้หญิงที่มีผลกระทบ ทั้งด้านสังคมและสุขภาพ
สำหรับวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ ดร. นันทพันธ์ ได้นำไปเสนอใน งานประชุมนานาชาติ ถึง 2 ครั้งซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันอาจารย์ ได้กลับมาทำหน้าที่ รองคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ หลังจากสำเร็จ ปริญญาเอกเรียบร้อย นอกจากนี้ ดร. นันทพันธ์ ยังพูดถึงเป้าหมาย ของการผลิตบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ว่า
เรามิได้มุ่งอบรมสอนให้ทำงาน ในโรงพยาบาลอย่างเดียว บัณฑิตต้องสามารถ ทำงานกับชุมชน ได้และสามารถใช้ภาวะผู้นำใน การปฏิบัติงานกับบุคคลต่าง ๆ ในทุกสถานการณ์ ในขณะนี้เรากำลัง
พัฒนาหลักสูตรพยาบาล ให้มีความทันสมัย และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
อาจารย์ยังได้เสริมต่อว่าการเรียนพยาบาล นั้นมีงานทำ แน่นอน แต่ต้องยอมรับว่างานหนัก ถ้าไม่มีใจรักก็อาจเบื่อหรือท้อแท้
ได้ง่าย เพราะลักษณะงาน จะพบเจอแต่เรื่องที่เศร้า ๆ และเครียด ดร. นันทพันธ์ ยังได้ฝากข้อ แนะนำเกี่ยวกับ การทำงาน ต่ออีกว่า
เวลาทำงาน ทุกคนต้องเจออุปสรรค หรือการเมือง ขอเพียง อย่าท้อแท้ เพราะถ้าเราเครียดมากคิดมาก ก็จะทำงานไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเราก็จะยิ่งเครียดมาก ขึ้นกลายเป็นปัญหา ย้อนกลับมาที่เดิม งานก็คั่งค้างสะสม สิ่งที่อยากแนะนำ เป็นคติที่ได้มาจากการ เรียนปริญญาเอก เพื่อขจัดสิ่งรบกวน จิตใจและสมาธิ ในการทำงาน คือ FOD Method F ย่อมาจาก Stay Focused หมายถึงมุ่งสนใจ ไปที่เป้าหมาย
ของงาน หรือสิ่งที่ได้รับ มอบหมาย O คือ Organized จัดระบบขั้นตอน ของงานว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง และตัวสุดท้าย D คือ Deliver ลงมือ
ทำดำเนินการโดยไม่รีรอ