ABAC NewsletterHomeEducationNews ActionPic ActionVisitService Social

 

การรักษาสายตาสั้น - ยาว - เอียง ด้วยวิธี LASIK คืออะไร
อาจารย์ มธุรี นริพทะพันธุ์

 

 

อาจารย์ทุน พัฒนาบุคลากร ของมหาวิทยาลัย

ดร. นันทพันธ์ ชินล้ำประเสริฐ รองคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ อาจารย์ทุนพัฒนา บุคลากร

อาจารย์เอแบค สำเร็จหลักสูตร FLMI

นักศึกษา ทุน ISEP ไปศึกษา Asian Studies Program ที่ญี่ปุ่นรุ่นแรก

มูลนิธิ "ภราดา ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ 60 ปี"

ความร่วมมือทางวิชาการ

 

 

 

การรักษาสายตาสั้น-ยาว-เอียง ด้วยวิธี LASIK คืออะไร ?

อาจารย์มธุรี นริพทะพันธุ์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

แต่เดิมเมื่อคนเรามีสายตาผิดปกติไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาวหรือ บางคนอาจจะ มีสายตาเอียงร่วมด้วย วิธีการแก้ไขให้ มองเห็นชัดเป็นปกติ คงจะต้องใช้ แว่นสายตาเข้าช่วย ซึ่งเป็นวิธีที่ สะดวกที่สุด และบางท่านอาจจะถือโอกาส เปลี่ยนแว่นสายตา เป็นแฟชั่น ไปด้วยในตัว อย่างที่เราเคยได้ทราบกัน มาว่ามีนักร้อง นักแสดงชั้นนำ มีแว่นตาเป็น ของสะสมส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีบางท่านที่รู้สึกรำคาญ ต่อแว่นตา เนื่องจากสายตาผิดปกติมากทำให้ กระจกเลนส์หนา ทำให้เลนส์มีน้ำหนักมาก จึงทำให้ใส่ไม่สบาย และไม่สะดวกต่อ การเล่นกีฬา หรืออาจจะม ีอีกหลายเหตุผล เช่น ปิดบังความสวยของ ดวงตาและใบหน้า ไม่เหมาะกับ การสวมแว่นตาทำให้ดู ไม่สวย ไม่หล่อ ต่อมาเมื่อมีผู้คิดค้น คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) ขึ้นและได้รับ ความนิยมอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ทำให้สามารถใช้สายตา เสมือนตาจริง ไม่ว่าจะมองซ้าย -ขวาหรือบน -ล่าง ก็สามารถ เห็นได้ชัดเจนเพียงแต่ กลอกตาไปมาเท่านั้น ไม่ต้องขยับแว่นตาตาม หรือหันศีรษะตาม เหมือนอย่างเดิม และยังสามารถ เลือกสีของเลนส์ ได้ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ฟ้า น้ำตาล เทาหรือม่วง ทำให้ดวงตาเปลี่ยนสี ได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสายตาผิดปกติ ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะ สามารถกลับไปใช้ตาเปล่า ได้ตามปกติ และทำใจให้ยอมรับว่า คงต้อง พึ่งแว่นตา และคอนแทคเลนส์ ไปตลอดชีวิต เช่น ผู้เขียนเป็นต้น ซึ่ง สายตาสั้นและเอียง ร่วมด้วยมาตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังจากนั้นสายตาก็ สั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรกเริ่มสั้น -150 (1.5 Diopter) ก็เพิ่มเป็น -300 ในปีต่อมา และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ -100 จนกระทั่ง แว่นสายตา มีน้ำหนักมาก สวมใส่ไม่สบาย นอกจากนี้ เมื่อใช้สายตา มาก ๆ ตาต้องปรับ Focus อยู่ตลอดเวลา ตามการเลื่อนไหล ของแว่น สายตา ทำให้ปวดศีรษะบ่อย ๆ ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้ คอนแทคเลนส์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่สามารถ แก้สายตาเอียงได้ แม้ว่าจะสะดวกขึ้น แต่ก็ไม่ ชัดเจนมากนัก และเกิดอาการตาแห้ง จนต้องใช้ Lens Lubricont หยอดบ่อย ๆ และเนื่องจาก แต่เดิมผู้เขียนต้องทำงาน ไม่เป็นเวลา แน่นอน เนื่องจาก งานพยาบาล จะต้องทำงานเป็นผลัด เช้า - บ่าย - ดึก บางครั้งทำงาน ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากผู้ป่วย ไม่สามารถ เลือกเวลาเจ็บป่วยได้ เมื่อมีผู้ป่วยฉุกเฉิน มาทำให้แพทย์ และพยาบาล ต้องทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้พักผ่อนก็มี เมื่อลงเวรก็เหนื่อย และเพลียเกินกว่า จะถอดคอนแทคเลนส์ ทำให้หลับต่อไปอีกครึ่งวัน ยิ่งต่อมาผู้เขียน ได้มีโอกาสทำงาน เป็นพนักงานต้อนรับบน เครื่องบิน เมื่อขณะเครื่องขึ้นบิน อากาศข้างบน จะมีความชื้นน้อย และความกด อากาศต่ำทำให้ตาแห้ง ระคายเคืองอักเสบ และแดง บ่อย ๆ ซึ่งท่าน ที่ใส่คอนแทคเลนส์ อยู่และมีโอกาสเดินทาง โดยเครื่องบินบ่อย ๆ ใน เที่ยวบินที่มีระยะทางไกล ๆ จะทราบถึงปัญหา และอุปสรรคข้อนี้ดี จนกระทั่งพนักงานต้อนรับ บนเครื่องบินเกือบทุกคน ที่มีสายตาผิดปกติ ต้องพึ่งเทคโนโลยี การผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหา นี้กันทั้งสิ้น ซึ่งแต่เดิม ทราบว่ามีแต่วิธี PK และ PRK เท่านั้น และผลที่ได้ยังไม่แน่นอน ผู้เขียนจึงรอจนกระทั่ง มีเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้า คือ การผ่าตัดด้วยแสง เลเซอร์วีธี LASIK และก่อนจะทำผ่าตัด ผู้เขียนได้ สอบถามจักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ LASIK หลาย ๆ ท่านจากศูนย์ LASER VISION ได้แก่ นพ. พิชิต นริพทะพันธุ์ นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี นพ. สบง ศรีวรรณบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อประกอบ การตัดสินใจ และคิดว่าคำถามบาง คำถาม อาจจะช่วยตอบ ข้อข้องใจ ของผู้ที่ประสบปัญหา เช่นเดียวกับ ผู้เขียนได้บ้าง อย่างไรก็ตามมิใช่ ว่าทุกคนจะ ประสบความสำเร็จใน การผ่าตัด ยังมีปัจจัย อีกหลายอย่าง เช่น Healing Process ของแต่ละคน Anatomy ของดวงตาของท่าน เหมาะจะทำการรักษาหรือไม่ หรือมี Underlying Disease อื่น ๆ ที่เป็นข้อห้ามในการ ผ่าตัดหรือไม่จึงควร จะปรึกษาจักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นรายบุคคลไป ไม่ควรเชื่อตาม เพื่อน หรือผู้อื่นโดยฟังต่อ ๆ กันมา ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า คำถาม-คำตอบต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่านเข้าใจ ต่อการรักษาในเบื้องต้นว่า LASIK คืออะไร ?

คำถาม 1. วิธีการผ่าตัดรักษา สายตามีทั้งหมดกี่วิธี และมีความแตกต่างกัน อย่างไรบ้าง ?

คำตอบ วิธีการผ่าตัดรักษา สายตามีมากมายหลายวิธี แต่ที่เป็นที่ นิยมและยังคงทำกันอยู่ ทั่วโลก รวมถึงวิธี ที่อาจจะเป็นที่นิยม ในอนาคต นั้นอาจแบ่งได้ เป็นวิธีใหญ่ ๆ 4 วิธี คือ

1.1 การผ่าตัดด้วยมีดผ่าตัด (Incisional Surgery) ซึ่งสามารถรักษา ได้ทั้งสายตาสั้น และสายตาเอียง อย่างไรก็ตามวิธี นี้ได้รับความนิยมลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากปัญหา ทางด้านความแม่นยำ ความไม่คงที่ของสายตา ซึ่งยังสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ แม้จะผ่าตัด มาแล้วหลายปี และปัญหา ด้านความแข็งแรง ของกระจกตา ซึ่งพบว่าลดลง ในระดับหนึ่งหลัง การผ่าตัดชนิดนี้

1.2 การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ (Laser Refractive Surgery) เลเซอร์นี้เป็นเลเซอร์ชนิดพิเศษที่ เรียกว่า เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ซึ่งวิธีการรักษา นั้นแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ เลสิก (LASIK) และ PRK ในปัจจุบันนี้พบว่า PRK ได้ผลดีและมีความแม่นยำเฉพาะในผู้ป่วย ที่มีสายตาสั้นน้อย ๆ ดังเช่นใน ประเทศสหรัฐอเมริกา จะอนุญาตให้ทำเฉพาะกรณี ที่สายตาสั้นน้อยกว่า หรือเท่ากับ 600 (6 Diopter) เท่านั้น ส่วนเลสิก นั้นมีความแม่นยำ และได้ผลดี ทั้งในคนที่สายตา สั้นน้อย ๆ ไปจนถึงสั้นมาก ๆ เคยมีผู้ป่วยที่มี สายตาสั้นถึง 2700 (27 Diopter) ที่ได้รับการ รักษาด้วยวิธี นี้จะพบว่าได้ผลดี

1.3 การผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Phakic Intraocular Lens) มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มี สายตาสั้นมาก เช่น มากกว่า 1500 และมีกระจก ตาที่มีความหนา ไม่เพียงพอ หรือมีสภาพที่ไม่ เหมาะสม สำหรับการผ่าตัด ด้วยแสงเลเซอร์ พบว่าเป็นวิธี ที่ได้ผลดีพอควร แต่ยังคงเป็นวิธี และเทคโนโลยี ที่ใหม่อยู่เมื่อเทียบกับ 2 วิธีแรก

1.4 การผ่าตัดใส่แท่ง วงแหวนในกระจกตา (Intracorneal Ring ICR) เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ ข้อเสียคือ แก้สายตาสั้น ได้เฉพาะในคนที่มีสายตา สั้นน้อย และผลก็ไม่ได้ดี ไปกว่าวิธีใช้แสงเลเซอร์ รวมทั้งเทคนิควิธี การผ่าตัดก็ยุ่งยากซับซ้อนกว่า

คำถาม 2. วิธีใดเป็นวิธีที่ดีที่สุด จริงหรือไม่ว่า การใช้เลเซอร์เป็น วิธีที่ดีและแม่นยำ กว่าวิธีอื่นใดทั้งหมด ?

คำตอบ คงจะเป็นการไม่ถูกต้อง ทีเดียวนักถ้าจะสรุปเลยว่าวิธีการ ใช้แสงเลเซอร์ เป็นวิธีที่ดีและแม่นยำที่สุด อย่างไรก็ตาม จากสถิติและการวิจัยทั่วโลก มีแนวโน้ม ไปในทางเดียวกันว่า วิธีการใช้แสงเลเซอร์ โดยเฉพาะการผ่าตัด ด้วยวิธีเลสิกเป็น วิธีที่ได้ผลดี มีความแม่นยำ มีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ต้อง อยู่ในเงื่อนไข ที่ว่าทำการผ่าตัด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ฝึกฝนมาทางด้านนี้ และมีความชำนาญสูง

คำถาม 3. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นผู้ที่เหมาะสม ในการรับการ รักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือไม่ ?

คำตอบ ถ้าท่านเป็นผู้ที่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง และไม่มีปัญหา กับการใช้แว่น หรือคอนแทคเลนส์ ท่านก็อาจไม่จำเป็นต้อง นึกถึงการผ่าตัดด้วยแสง แต่ถ้าท่าน เป็นผู้ที่สายตาผิดปกติ แต่มีปัญหา กับการใส่แว่น หรือคอนแทคเลนส์ การรักษาด้วย แสงเลเซอร์ ก็เป็นทางเลือก ที่ดีอันหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคน จะสามารถรับการรักษา ด้วยแสงเลเซอร์ เนื่องจากจะมีคน ส่วนน้อยอยู่จำนวนหนึ่ง ที่มีกระจกตา หรือกายวิภาคส่วน อื่นของตาไม่เหมาะสม ที่จะรับการผ่าตัดได้ ทั้งนี้ทุกคนจำ เป็นจะต้องได้ รับการตรวจ โดยละเอียด จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เสียก่อน

คำถาม 4. ข้าพเจ้าสามารถที่จะให้แพทย์ ทำการผ่าตัดเลสิก ในตาทั้งสองตา พร้อมกันเลยได้หรือไม่ และมีข้อดีข้อเสีย อย่างไร

คำตอบ ผู้เข้ารับการผ่าตัดเลือก ที่จะรับการผ่าตัดทีละข้างหรือพร้อม กันสองข้างก็ได้ ทั้งนี้ทั้งสองทางเลือกก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน คือ การผ่าตัดทีละข้างมีข้อดี ที่ผู้เข้ารับการรักษาสามารถที่ จะเหลือตาอีกข้างไว้ใช้งาน ในกรณีที่การผ่าตัดข้างแรกยัง ไม่ดีเท่าที่ควรในระยะแรก นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ถึงการ ปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เมื่อมารับการรักษาในข้างที่สอง ข้อเสีย ก็คือความไม่สะดวก ในการที่จะต้องมารับการรักษา 2 ครั้ง และต้องมารับการตรวจ ติดตามรักษา มากครั้งขึ้นตามแต่ กรณี นอกจากนี้พบว่า ภาวะแทรกซ้อน บางอย่างเช่น การเห็น แสงกระจาย ผิดปกติจะพบได้มากกว่า ในผู้ที่รับการรักษาข้าง เดียวก่อน ส่วนการรับ การรักษาสองข้าง พร้อมกันนี้ก็มีข้อดี ในแง่ ของความสะดวก ในการรับการรักษา ในครั้งเดียวและ สะดวกในการติดตามผล การรักษาอีกด้วย ทั้งนี้การเห็นแสง กระจายผิดปกติ ก็มีโอกาสเกิดน้อยกว่า การผ่าตัดทีละข้าง ส่วนความเสี่ยงในการติดเชื้อ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นถ้าทำการรักษา พร้อมกันเลย 2 ข้าง

คำถาม 5. การผ่าตัดเลสิกใช้เวลานานเท่าไร และมีความเจ็บปวด หรือไม่

คำตอบ โดยทั่วไปนั้นการผ่าตัดเอง ใช้เวลาไม่นานนักทั้งเลสิก (LASIK) และ PRK โดยที่การผ่าตัดเลสิก จะเสียเวลา มากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือ ในการแยกชั้น กระจกตาที่ซับซ้อนกว่า โดยทั่วไปรวมระยะเวลาการผ่าตัด โดยเฉลี่ยสำหรับ PRK ประมาณข้างละ 10 นาที และสำหรับ LASIK ประมาณ 15 นาที

คำถาม 6. ต้องใช้เวลาพักฟื้น เป็นเวลานานเท่าใด สำหรับการรักษา ด้วยเลสิกก่อน ที่ข้าพเจ้าจะสามารถ กลับไปทำกิจวัตร ประจำวันได้ตามปกติ

คำตอบ ในความเป็นจริงแล้วผู้เข้ารับการรักษาหลาย ๆ ท่านจะมี ความรู้สึกเกือบเหมือนปกติ ในวันรุ่งขึ้น หลังการเข้ารับ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ และสามารถไปทำงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามจะเป็นการดีกว่า ถ้าท่านสามารถพักผ่อน หรือหยุดภารกิจ ได้ในวันแรกหลังการผ่าตัด เนื่องจาก สายตาแม้จะมองเห็นได้ดีขึ้นมาก แต่ก็มักจะยังไม่ชัดเต็ม ที่นัก ร่างกายและกระจกตา ยังต้องการการปรับตัวอีก ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นท่าน ก็จะสามารถดำเนินภารกิจได้ ตามปกติ โดยมีข้อจำกัดเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ ความปลอดภัย ของตาที่ได้รับการรักษา เช่น ไม่ควรให้น้ำ เข้าตาและห้ามขยี้ตาใน 1 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด

คำถาม 7. หลังการผ่าตัดแล้วข้าพเจ้า จะสามารถเห็นได้ในทันที หรือไม่ หรือต้องใช้เวลานานเท่าใด ?

คำตอบ โดยทั่วไปแล้วแพทย์ จะปิดฝาครอบตาไว้หนึ่งคืนหลังจาก ได้รับการรักษา ด้วยแสงเลเซอร์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตราย ใด ๆ อันจะเกิดต่อกระจกตา ซึ่งเพิ่งจะได้รับการรักษาไป ท่านอาจจะสามารถ ลืมตา และมองผ่านฝาครอบตา ซึ่งมีรู เล็ก ๆ ได้แต่คงจะไม่ชัดเจนนัก แต่จะมองเห็นได้ดีขึ้นมาก ทีเดียวในวันรุ่งขึ้น ที่แพทย์นัดมาเปิดตา เพื่อตรวจติดตาม ผลหลังการรักษา

คำถาม 8. การผ่าตัดนี้มี ผลข้างเคียงอะไรบ้าง และเคยมีใครที่ต้อง สูญเสียตา จากการผ่าตัด เลสิกหรือไม่ ?

คำตอบ ยังไม่เคยมีรายงาน ถึงการสูญเสียตา จากการผ่าตัดรักษา ชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทุกชนิด อาจมีผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนได้และ LASIK เองก็เช่นเดียวกันเป็น ต้นว่า

  • การติดเชื้อ พบประมาณร้อยละ 0.01-0.02 ซึ่งต่ำ กว่าการใส่ soft คอนแทคเลนส์ ประมาณ 4-5 เท่า
  • การเกิดฝ้า (haze) พบได้น้อยมาก ในการผ่าตัดด้วย เลสิก คือประมาณร้อยละ 0.5 หรือต่ำกว่า ส่วน PRK อาจจะพบได้มากกว่า คือประมาณร้อยละ 5-10 ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความมากน้อย ของภาวะสายตา ที่เป็นอยู่ ก่อนการรักษาด้วย
  • การเห็นแสงกระจาย พบได้พอสมควรในระยะแรกหลัง การผ่าตัด โดยจะเห็นเป็น ลักษณะแสงกระจาย เมื่อมีแสง สว่างส่องมา ในสภาพแวดล้อมที่มืด แต่จะน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยจะน้อยลงมาก หรือไม่เหลือเลย ในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยภาวะนี้จะพบมากกว่า ใน คนที่สายตาสั้นมากกว่า
  • ความเจ็บปวด ปกติแล้วเลสิก (LASIK) มีความเจ็บ ปวดน้อยมากอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของ อาการเคืองไม่สบายตา เหมือนทรายเข้าตามากกว่า ในวัน แรก และจะดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในกรณี ที่มีความรู้สึกปวดมาก ซึ่งพบได้ ร้อยละ 1-2 ก็สามารถ ทานยาแก้ปวดได้
  • การมองเห็นไม่ชัด แม้ว่าจะมีอาการมองเห็นได้ดีพอควร ในวันแรกหลังการรักษา แต่ก็มักจะยังไม่คมชัดนัก ทั้งนี้ ความคมชัดจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนคงที่ในระยะเวลา ประมาณ 1-3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการ รักษาของเนื้อเยื่อกระจกตา ของแต่ละคนด้วย
  • การมองใกล้ไม่ชัด มักจะพบในผู้เข้ารับการรักษาที่มี อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี ซึ่งในคนที่มีสายตาปกติ ก็มักจะต้องใช้แว่นตา สำหรับดูใกล้ช่วยในการอ่าน หนังสืออยู่แล้วเมื่ออายุขนาดนี้ ดังนั้นในผู้ที่ได้รับการ รักษาด้วยวิธีเลสิกนี้ อาจจะจำเป็นต้องใช้แว่น ช่วยใน การอ่านหนังสือ หรืออาจเลือกใช้วิธีที่เรียกว่า Monovision คือแก้ไขแต่ละข้างไม่เท่ากัน โดยข้างที่ แก้ไม่เต็มที่ นั้นมีไว้เพื่อการมองใกล้ ซึ่งบางคนอาจจะ ไม่ชอบภาวะ นี้เนื่องจากความไม่เคยชิน ซึ่งทำให้เกิด การปวดมึนศีรษะได้ แต่ก็มีคนอีก จำนวนหนึ่งที่มีความ ชื่นชอบกับภาวะเช่นนี้เช่นกัน

คำถาม 9. ผลการผ่าตัดนี้จะอยู่ตลอดไป หรือไม่และผลในระยะ ยาวเป็นอย่างไร ?

คำตอบ คงจะเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า ผลการรักษาจะอยู่ตลอด ไปหรือไม่ เนื่องจากการรักษา ชนิดนี้ยังเป็นของที่เกิดมา ประมาณ 10 ปี อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับ การรักษาในรุ่น แรก ๆ มีรายงานว่า ผลการรักษาค่อนข้าง คงที่หรือถ้าจะมี การเปลี่ยนแปลงก็เพียงเล็กน้อย

คำถาม 10. ในกรณีที่การผ่าตัด ของข้าพเจ้า ไม่สามารถแก้ไขภาวะ สายตาสั้นได้หมด ภายในครั้งเดียว ข้าพเจ้าจะสามารถรับ การผ่าตัดเพิ่มเติมได้หรือไม่ หรือข้าพเจ้าจะสามารถ ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ แก้ไขภาวะดังกล่าวได้อยู่ หรือไม่ ?

คำตอบ แน่นอนว่าผู้เข้ารับการรักษา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้หมด ภายในครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาวหรือ สายตาเอียงนั้น ท่านสามารถ ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม ได้ภายในระยะเวลาหนึ่ง หลังการผ่าตัดครั้งแรก โดยที่มีค่า สายตาคงที่แล้ว โดยเฉลี่ยจะเป็น ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัดครั้งแรก ทั้งนี้เนื่องจาก การแก้ไขซ้ำเร็ว เกินไปก่อนที่ ภาวะสายตาจะคงที่ ย่อมมีผลเสียที่ความ แม่นยำ ในที่สุดแล้วจะน้อยกว่า การแก้ไข เมื่อภาวะสายตา คงที่แล้ว และในระหว่าง การรอให้ภาวะสายตา คงที่นั้น ท่านสามารถใส่แว่น หรือคอนแทคเลนส์ แก้ไขภาวะ ดังกล่าวได้

คำถาม 11.เป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าพเจ้า จะต้องใส่แว่นอีกครั้งหนึ่ง ?

คำตอบ แม้ว่าผู้เข้ารับการรักษา ส่วนมากจะไม่จำเป็น ต้องใส่แว่น หรือคอนแทคเลนส์ อีกเลยหลังการรักษา แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่ง ของผู้รับการรักษา ที่อาจจำเป็นต้องใช้แว่น ในกรณีที่ต้อง การใช้สายตาชัดมาก ๆ เช่นขับรถในภาวะที่มืดมาก ๆ หรือ อ่านหนังสือ ที่ตัวเล็กมาก ๆ

คำถาม 12.ผลการผ่าตัดโดยทั่วไป แล้วเป็นอย่างไร ?

คำตอบ ผลการรักษาโดยทั่วไปแล้วดีมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่สั้น น้อย ๆ หรือเอียงน้อย ๆ จะมีโอกาสสำเร็จ ซึ่งในที่นี้หมาย ถึงการแก้ไขภาวะสายตาได้หมด หรือเหลือเพียงบวกลบ 50 ได้ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ผลการรักษา ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ ประกอบหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมากน้อย ของภาวะสายตา ที่เป็นอยู่หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คนที่มี สายตาสั้นไม่มากนัก คือน้อยกว่า 600 มีโอกาสเห็นได้ดี โดยไม่ต้องใช้แว่น หรือคอนแทคเลนส์ ประมาณ 98 เปอร์ เซ็นต์ แต่ถ้าสั้นมากกว่า 1,000 โอกาสอาจลดลงบ้าง เหลือประมาณ 90%

คำถาม 13.การผ่าตัดชนิดนี้ มีอันตรายถึงขั้นตาบอดหรือไม่ ?

คำตอบ เนื่องจาก Excimer Laser เป็นแสงเลเซอร์ที่ทำปฏิกิริยากับ เฉพาะกระจกตาส่วนหน้าเท่านั้น จากการทดลอง และทำการวิจัย โดยเน้นศึกษา ถึงความปลอดภัย พบว่าไม่เป็น อันตรายต่อเลนส์ตา หรือจอประสาทตา ซึ่งอยู่ส่วนหลังต่อ กระจกตา Excimer Laser จึงเป็นแสงเลเซอร์ ที่ปลอดภัย มากสำหรับ การผ่าตัดของดวงตา ส่วนวิธีการรักษาแบบเลสิก นั้นยังไม่เคย มีรายงานว่า มีการสูญเสียสายตา จากการรักษา ชนิดนี้แต่อย่างใด

 

ABAC Newsletter Assumption University, Thailand