เป็นที่ทราบกันดีว่าผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนขึ้นอยู่กับ สติปัญญา ความถนัด ความสามารถ ในการเรียนรู้ และความสนใจใน การศึกษาหาความรู้ ซึ่งตัวแปร ส่วนใหญ่เน้นหนัก ไปในด้านพุทธิ ปัญญา (Cognitive) ในระยะหลัง ได้มีนักศึกษา หลายกลุ่มให้ ความสนใจ เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์ ในการศึกษาเล่าเรียน แม้ว่ามาตรวัดที่ ใช้จะแตกต่าง กันบ้างเกี่ยวกับ จำนวนมิติ ที่ศึกษา ซึ่งนักวิจัยบางท่าน อาจเห็นว่ามิตินั้นไม่สำคัญ แต่หลักใหญ่ หรือประเด็น สำคัญๆ ไม่ต่างกันมาก
กลยุทธ์ในการศึกษา หมายถึงการจัดระเบียบ การเรียน เช่น การตรวจสอบ การควบคุมพฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวพัน กับ การเรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน เรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ และมีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กลยุทธ์ในการศึกษา เป็นสิ่งที่ เรียนรู้และ สามารถพัฒนาได้ ซึ่งจะช่วยเสริม การเรียนรู้ แรงจูงใจ สมาธิ และสิ่งที่เอื้อ ต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน นักศึกษา ที่มีคะแนน กลยุทธ์
ในการ ศึกษาสูง จะเป็นบุคคล ที่มีความรับผิดชอบ ต่อการเรียนสูง มี การวางแผนการเรียน อย่างต่อเนื่อง เข้าใจกลยุทธ์ ในการศึกษา และ กระบวน การใช้ความรู้ รวมทั้งกลยุทธ์ เกี่ยวกับการสอบ สามารถจัดการ ความวิตกกังวล ในเรื่องเรียนได้ดี
กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักศึกษา ABAC ปี 1-4 คณะบริหารธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และคณะอื่นๆ รวม 1,501 คน แต่ที่เน้นวิเคราะห์ ในเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ คณะต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น เครื่องมือ ที่ใช้ในการรวบรวม ข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม โดยขอให้นักศึกษา ตอบในชั้นเรียน และใช้เวลาตอบ ประมาณ 35 นาที ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542
ผลวิเคราะห์สเกลย่อยพบว่า สาขาวิชา ภาษาอังกฤษธุรกิจ ซึ่ง เป็นสาขาวิชาหนึ่ง ในคณะศิลปศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูง ในเกือบทุกสเกล ยกเว้นสเกลการจัดการ ความวิตกกังวล ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์มี คะแนนเฉลี่ยสูง ในเรื่องกระบวนการ ใช้ความรู้ การจัดการความวิตก กังวลและกลยุทธ์ เกี่ยวกับการสอบ สำหรับอีกสี่สเกล ที่เหลือคะแนน เฉลี่ยก็อยู่ในระดับ ค่อนข้างสูง มีเพียงสเกลเดียว ที่คะแนนเฉลี่ยค่อน ข้างต่ำ ได้แก่ กลยุทธ์การจัดสรรเวลาเรียน ส่วนอีกสามกลุ่มที่เหลือ คะแนนเฉลี่ย ในเกือบทุกสเกล พอๆ กัน
เกี่ยวกับตัวแปรชั้นปีการศึกษา พบความไม่คงที่ในความ แตกต่างนั่นคือ บางคณะพบว่าชั้นปีที่ 2 และปีที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ยสูง กว่าชั้นปีที่ 1 และ 2 บางคณะและบางสาขาวิชา มีคะแนนเฉลี่ยของปี 1 และปี 3 สูงกว่าปี 2 และปี 4 บางคณะคะแนนเฉลี่ยปี 2 และปี 3
ต่ำกว่าปี 1 และปี 4 ฉะนั้นความแตกต่าง ของคะแนนเฉลี่ยระหว่าง ชั้นปี จึงไม่สามารถสรุป ได้ว่าคะแนนเฉลี่ย ของชั้นปีใด สูงหรือต่ำ ซึ่งแตกต่าง จากผลวิเคราะห์ ระหว่างคณะ และสาขาวิชาที่พบความคง ที่ของความแตกต่างคือ สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะเทคโนโลยี ชีวภาพ และคณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีคะแนนเฉลี่ยสูง กว่าอีก สามกลุ่มที่เหลือเกือบทุกชั้นปี
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย ของแต่ละสเกล พบว่าทุกคณะ สเกลแรงจูงใจเล่าเรียนสูง และคะแนนเฉลี่ยต่ำ ในสเกลการจัดการ ความวิตกกังวล และกลยุทธ์การจัดเวลาเรียน สำหรับความแตกต่าง ที่พบคือ กระบวนการใช้ความรู้ และการแสวงหาความรู้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูง ในตัวแปรแรก และคะแนนเฉลี่ยต่ำ ในตัวแปรที่สอง ซึ่งแตกต่างกับสาขาวิชาอังกฤษธุรกิจ และสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ จะมีคะแนนเฉลี่ยต่ำ ในเรื่องกระบวนการ ใช้ความรู้ แต่มีคะแนนเฉลี่ยสูง ในเรื่องการแสวงหาความรู้ สำหรับสมาธิใน การเรียน และกลยุทธ์ เกี่ยวกับการสอบ คะแนนเฉลี่ยของทั้งสองสเกล อยู่อันดับ 5 เกือบทุกคณะ สเกลการตรวจสอบงาน ตนเองพบว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ย ในเรื่องนี้ค่อนข้างต่ำ
เมื่อพิจารณากลุ่มที่ระบุว่า ตนเองประสบผลสำเร็จใน การเรียน และมีคะแนน GPA สูงกับกลุ่มที่ระบุว่า ตนเองไม่ ประสบผลสำเร็จ ในการเรียนและมีคะแนน GPA ต่ำ ผลวิเคราะห์พบ เช่นเดียวกับ ข้างต้นในเรื่องแรงจูงใจ เล่าเรียนที่สูง เป็นอันดับหนึ่ง และการจัดการความวิตกกังวล ต่ำเป็นอันดับสุดท้าย แต่ทั้งสองสเกล ของกลุ่มแรก จะสูงกว่ากลุ่มหลัง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ รวมทั้งสเกล กลยุทธ์ เกี่ยวกับการสอบ ส่วนกลุ่มหลัง จะมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่มแรกในเรื่อง การตรวจสอบงานตนเอง และกลยุทธ์การจัด เวลาเรียน
และเมื่อจำแนกกลุ่มแยกย่อยลงไปเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ คะแนน GPA จำนวนครั้งการรอพินิจ จำนวนครั้งที่ติด F ติด D และติด W แยกเป็นกลุ่ม ที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูง กลุ่มที่สูงกว่า ปานกลาง กลุ่มต่ำกว่าปานกลาง และกลุ่มที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนต่ำ พบความชัดเจน ยิ่งขึ้นในเรื่องกลุ่มสูง จะมีคะแนนเฉลี่ยสูงใน เรื่องแรงจูงใจเล่าเรียน และกลยุทธ์เกี่ยวกับการสอบ ทั้งสองคณะคือ คณะบริหารธุรกิจ และคณะศิลปศาสตร์ เป็นที่น่าเสียดาย ที่ไม่สามารถ วิเคราะห์ในคณะอื่นได้ เนื่องจากมีจำนวน ผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่มากพอ ส่วนกลุ่มต่ำจะมีคะแนนสูง ในเรื่องกลยุทธ์ การจัดสรร เวลาเรียน การตรวจสอบงานตนเอง และการแสวงหาความรู้ สำหรับสเกล การจัดการความวิตกกังวล แม้จะไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ก็พบว่ากลุ่มสูง มีแนวโน้มจะสามารถ จัดการความวิตกกังวล ได้ดีกว่ากลุ่มต่ำ ส่วนกระบวนการ ใช้ความรู้ไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับตัวแปรสมาธิ ในการศึกษา พบว่าทั้งกลุ่มสูง และกลุ่มต่ำมี คะแนนเฉลี่ยสูงในเรื่องนี้ พอๆ กันและสูงกว่ากลุ่มกลาง อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติทั้งสองคณะ แสดงว่าความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรนี้ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบรูปตัวยู (กำลังสอง) ซึ่งแตกต่างจากสเกลอื่นๆ ที่ความ สัมพันธ์ดังกล่าว เป็นแบบเส้นตรง (กำลังหนึ่ง)
ผลวิเคราะห์ข้างต้นชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อวิเคราะห์สเกล ทั้งแปดด้วยวิธีวิเคราะห์ องค์ประกอบ (Factor Analysis) ซึ่งพบว่า Factor I ประกอบด้วยสมาธิ ในการศึกษา กระบวนการใช้ความรู้ แรงจูงใจเล่าเรียน กลยุทธ์เกี่ยวกับการสอบ และการจัดการความวิตกกังวล Factor II ประกอบด้วยกลยุทธ์ การจัดเวลาเรียน การตรวจสอบงานตนเอง และการแสวงหาความรู้ เมื่อนำองค์ประกอบทั้งสอง ไปวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแยกเป็น สี่ระดับดังกล่าวข้างต้น พบว่ากลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูง จะมีคะแนนสูงใน Factor I และคะแนนเฉลี่ยจะลดระดับลงตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วน Factor II จะพบว่ากลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำ มีคะแนนเฉลี่ยสูง และลดระดับลง ตามการเพิ่มของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงสรุปได้ว่าผลวิเคราะห์ ข้างต้นเป็นจริง นอกจากนี้ยังพบว่าทั้ง Factor I และ Factor II มีความสัมพันธ์เชิง เส้นตรงกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
เมื่อนำองค์ประกอบทั้งสองไปวิเคราะห์ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ อีก 9 ตัวแปรโดยใช้วิธีวิเคราะห์ การจำแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) ระหว่างกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่างๆ กัน 4 กลุ่ม พบว่าองค์ประกอบ ทั้งสองมีค่าสัมประสิทธิ์ การจำแนก กลุ่มสูง เป็นที่สอง รองจากคะแนนเฉลี่ย จากชั้นมัธยมเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบร้อยละ ในการจำแนกกลุ่มได้ถูกต้อง ก็พบว่ากลยุทธ์ ในการศึกษาสามารถ พยากรณ์ได้ถูกต้องพอๆ กับการใช้ตัวแปร ภูมิหลัง ความมุ่งมั่นในเรื่อง เรียนการคบเพื่อนที่รักเรียน และทักษะ การใช้ภาษาอังกฤษ โดยกลยุทธ์การศึกษา ( 6 ตัวแปร) พยากรณ์ ได้ถูกต้อง ร้อยละ 43.3 ชุดตัวแปรอื่นๆ (7 ตัวแปร) พยากรณ์ได้ ถูกต้อง ร้อยละ 44.7 (ตัวแปรภูมิหลังได้แก่ เกรดเฉลี่ย จากชั้นมัธยม สายวิชาที่เรียน จากชั้นมัธยม (สายวิทย์และสายศิลป์ คำนวณ) เพศ และระดับ การศึกษาบิดา) แสดงว่ากลยุทธ์ใน การศึกษามีความสำคัญ ต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมาก