ABAC NewsletterBackEducationNews ActionPic ActionVisitService Social

 

การใช้ดนตรี เพื่อการบรรเทา ความเจ็บปวด และความทุกข์ ทรมาน ในผู้ป่วยมะเร็ง
อาจารย์วิไลลักษณ์ ภู่ศิริ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

 

ผู้บริหารเอแบค ได้รับ การแต่งตั้ง

ไม้ประดับ แคคตัส

ความร่วมมือ ทางวิชาการ

มูลนิธิ "ภราดา ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ 60 ปี"

 

 

 

การใช้ดนตรีเพื่อการบรรเทาความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง
อาจารย์วิไลลักษณ์ ภู่ศิริ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ปัจจุบันโรคมะเร็งกำลังเป็นโรคระบาดร้ายแรงซึ่งคุกคาม ชีวิตของมนุษย์ และเป็นโรค ที่ทำลายความสุข ของผู้ป่วย และครอบครัว เพราะผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้นมิใช่เป็นเพียงผู้ป่วยอย่างเดียว แต่จะรวมถึง ครอบครัว และญาติพี่น้องด้วย คนเราทั้งร่างกายจะ ประกอบไปด้วย เซลล์จำนวน 50,000 ล้านล้านเซลล์ และเซลล์ใน จำนวนนี้ถ้าหากว่ามีเพียง 1 เซลล์ ที่กลายเป็นเซลล์มะเร็งแล้ว มันก็จะสามารถแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นก้อนมะเร็งขึ้นมา (วิจิตร บุณยะโหตระ, 2534) มะเร็ง เกิดได้ กับคนทุกเพศ ทุกวัย และกับอวัยวะ ทุกส่วน ของร่างกาย ส่วนใหญ่ ยังรักษา ให้หายขาดไม่ได้ เมื่อเป็นแล้วมักจะถึงแก่ชีวิตภายในเวลาอันสั้น

มะเร็งที่พบในผู้ชาย ได้แก่
มะเร็งปอด
มะเร็งตับ
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งช่องปาก
มะเร็งหลอดคอ
21%
12%
4.5%
14%
6%

มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง ได้แก่
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเต้านม
มะเร็งช่องปาก
มะเร็งมดลูก
มะเร็งลำไส้ใหญ่
29%
24%
11%
2.6%
4.5%

โอกาสที่จะเป็นมะเร็งสูง ในระหว่างอายุ 45-70 ปี และภาย หลังจากนั้น โอกาสที่จะเกิด ก็จะลดน้อยลง ไปมาก นอกจาก ในผู้ชายที่ เชื่อว่าเมื่ออายุเกิน 80 ปีขึ้นไป แล้วโอกาส ที่จะเป็นมะเร็ง ของต่อม ลูกหมาก จะสูงมาก (วิจิตร บุณยะโหตระ, 2534) สาเหตุที่แท้จริง ของการเกิดโรค มะเร็ง ยังไม่ทราบ แน่นอน แม้จะมีการค้นพบว่า สารบางอย่าง ไวรัส บางชนิด หรือ การระคาย เคืองเรื้อรัง รวมทั้งภาวะ ทางพันธุกรรม มีส่วนร่วมใน การก่อให้เกิด โรคมะเร็ง แต่ภาวะ ดังกล่าว ก็ไม่ได้ก่อ ให้เกิด โรคมะเร็ง ในทุกคน ในปัจจุบัน มีทฤษฎี ซึ่งเป็นที่ยอม รับกันมากว่า มะเร็งเกิดจาก ความผิดปกติ ของเซลล์ คือ มีความผิด ปกติ ของรหัส ทางพันธุกรรม หรือ ดี เอน เอ (DNA) หรือยีนส์ (Genes) ของเซลล์นั้นซึ่ง เกิดจาก สาเหตุใด ก็ตาม เมื่อรหัส พันธุกรรม ผิดปกติ ก็จะมีผล ทำให้ เกิดการ สร้างเซลล์ ที่ผิดปกติ เพิ่มจำนวน ขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ ร่างกาย ไม่สามารถ ควบคุม ได้ ยีนส์ที่มี ความ ผิดปกตินี้ เรียกว่า ออนโคยีนส์ (Oncogenes) ซึ่งเชื่อกันว่า ในร่างกาย คนเรามี ยีนส์นี้อยู่แล้ว แต่ยังคงอยู่ ในสภาวะ สงบ ยังไม่เริ่ม การ ทำงาน จนเมื่อ ได้รับการ กระตุ้น โดยสาร ก่อมะเร็ง (Carcinogen) เช่น การติดเชื้อ หรือสารเคมี ต่าง ๆ โดยการกระตุ้น บ่อยครั้ง และเป็น เวลานาน เพียงพอ จะทำให้ยีนส์ นี้เริ่มทำงาน และก็จะ ก่อให้ เกิดความผิดปกติ ของเซลล์ (พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร, 2533) ปัจจัย ที่ส่งผล ให้เกิดเป็น มะเร็ง ประกอบด้วย ทั้งปัจจัย ภายนอก และปัจจัย ภายใน ร่างกาย ปัจจัย ภายนอก ร่างกาย ได้แก่

  1. สารกายภาพ ทำให้เกิด มะเร็ง ได้โดยการ ระคายเคือง เรื้อรัง เช่น การดื่ม เครื่องดื่ม ที่ร้อนเป็น ประจำ ทุกวัน
  2. สารเคมี จัดเป็นสาร ก่อมะเร็ง กลุ่มใหญ่ ที่สุด ได้แก่ อาหาร ที่มีสาร ไนโตรซามันส์ ซึ่งพบ ในอาหาร ที่เป็น เนื้อสัตว์หมัก อาหาร ที่มี ดินประสิว และอาหาร ที่มี ยาฆ่าแมลง สารไนโตรซามันส์ ทำให้ เกิด มะเร็งตับ มะเร็ง ในทางเดิน อาหาร แต่สาร ไนโตรซามันส์นี้ สามารถ ถูกทำลาย โดยการ ใช้ความร้อน นอกจากนี้ การรับประทาน อาหาร หรือเครื่องดื่ม ที่มี สารปรุง แต่ง เช่น ขัณฑสกร ทำให้ เกิดมะเร็ง กระเพาะ ปัสสาวะ ในสัตว์ ทดลองได้ นอกจากนี้ การ สูบบุหรี่ และการ ดื่มสุรา ก็สามารถ ก่อให้เกิด มะเร็งได้
  3. ฮอร์โมน ส่วนใหญ่ อยู่ในรูป ของ ยารักษาโรค ฮอร์โมน เพศหญิง ทำให้ เกิดมะเร็ง เต้านม ฮอร์โมน เพศชาย ทำให้ เกิดมะเร็ง ต่อมลูกหมาก
  4. เชื้อไวรัส มะเร็ง ที่เกิดจาก เชื้อไวรัส ได้แก่ มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็ง ต่อมน้ำเหลือง มะเร็ง โพรงจมูก มะเร็ง ปากมดลูก มะเร็ง เต้านม เป็นต้น
  5. สารพิษ เช่นสารพิษจากเชื้อรา คือ อะฟลาท็อกซิน เป็นเชื้อรา ที่ชอบขึ้นใน อาหาร ประเภท ถั่ว ข้าวโพด มะพร้าว หัวหอม กระเทียม และพริกแห้ง ไม่สามารถ ทำลาย ด้วยความร้อน ได้ อะฟลาท็อกซิน เป็นตัวการ สำคัญ ที่ทำให้ เกิดมะเร็งตับ
  6. พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิ ใบไม้ในตับ ซึ่งจะก่อให้ เกิดการ ระคายเคือง ต่อท่อ ทางเดิน น้ำดีเล็ก ๆ ในตับ นาน ๆ จนทำให้ เกิดเป็น มะเร็ง ของท่อ ทางเดิน น้ำดีได้
  7. รังสี เมื่อร่างกาย ได้รับรังสี เป็นเวลา นาน ๆ แม้ว่าจะ ครั้งละน้อย ก็ตาม ก็มีโอกาส เกิดมะเร็ง ได้ทุก ๆ อวัยวะ ปัจจัย ภายใน ร่างกาย ได้แก่
    1. ภูมิต้านทาน ของร่างกาย ในการ ต่อต้าน มะเร็ง เป็น ปัจจัย ที่สำคัญ ที่สุด พอ ๆ กับ หรืออาจจะ มากกว่า สาร ก่อ มะเร็ง โดยปกติ แล้ว ภูมิต้านทาน จะมีมา แต่ กำเนิด
    2. สุขภาพจิต บุคคล ที่เก็บความ รู้สึกโกรธ หรือ ความกระวน กระวายใจ เป็นเวลา นาน ๆ พบว่า บุคคล เหล่านี้ จะเกิด มะเร็ง ได้มากกว่า บุคคล ธรรมดา ทั้งนี้ เพราะ การเก็บ ความรู้สึก โกรธ และความกระวน กระวายใจ ไว้ จะก่อให้ เกิด ความเครียด ซึ่งเป็นผล ทำให้ ระบบ ภูมิคุ้ม กัน และระบบ ฮอร์โมน ของ ร่างกาย เสื่อมถอย
    3. เชื้อชาติ มะเร็ง โพรงจมูก พบมาก ในคนเชื้อ สายจีน มะเร็ง กระเพาะ อาหาร พบมาก ในชาว ญี่ปุ่น และมะเร็ง เต้านม พบมาก ในชาว ยุโรป และ อเมริกา เป็นต้น
    4. อายุ มะเร็ง บางชนิด พบในเด็ก เท่านั้น เช่น มะเร็ง ของไต และมะเร็ง ของลูกตา
    5. เพศ มะเร็งที่พบในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ เป็นต้น มะเร็งที่พบมาก ในเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม เป็นต้น
    6. พันธุกรรม มะเร็งหลายชนิด มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิด กับพันธุกรรม เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็ง กระเพาะ อาหาร มะเร็ง ต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งปอด เป็นต้น
    7. ความผิดปกติที่มีมาก่อน เช่น เป็นไฝ หรือ ปานดำ
    8. นิสัยในการรับประทานอาหาร การรับประทานอาหาร ที่มีไขมัน จากสัตว์ ในปริมาณ สูง ๆ เป็น ประจำ จะก่อ ให้เกิด มะเร็งได้
สัญญาณเตือนของโรคมะเร็ง
  1. เป็นตุ่ม หรือก้อนที่เต้านม ผิวหนัง หรือที่อื่น ๆ
  2. มีตกขาวมาก มีประจำเดือนผิดปกติ
  3. เป็นแผลเรื้อรัง
  4. เสียงแหบ หรือไอเรื้อรังโดยหาสาเหตุไม่ได้
  5. ท้องอืด เบื่ออาหาร ผอม น้ำหนักลด
  6. มีการเปลี่ยนแปลง ในระบบ ทางเดิน อาหาร เช่นอาการ ท้องผูก สลับ กับท้องเสีย มีมูกเลือด ปนออกมากับ อุจจาระ
  7. มีการเปลี่ยนแปลง ของหูด และไฝ

อาการที่สำคัญของผู้ป่วย มะเร็งที่พบมากคือ อาการปวด สาเหตุของ ความเจ็บปวด ที่พบบ่อยมาก ที่สุด จากมะเร็ง คือ การแพร่ กระจาย ของเนื้องอก เช่น แพร่กระจาย ไปที่กระดูก การกดเบียด ประสาท ลุกลาม สู่อวัยวะ ภายใน และหลังเยื่อ บุช่องท้อง นอกจากนี้ ยังเป็น ความเจ็บปวด ที่เกี่ยวข้อง กับการบำบัด รักษามะเร็ง อาจเป็น ผลการรักษา ด้วยวิธี ทางศัลยกรรม เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา

การรักษาโรคมะเร็ง แบ่งออกได้เป็น 2 วิธี ได้แก่
  1. วิธีการรักษาโดยแผนปัจจุบัน
    • การผ่าตัด
    • การฉายรังสี
    • การใช้เคมีบำบัด
  2. วิธีการรักษา โดยเพิ่มภูมิต้านทาน ของร่างกาย และ การเบี่ยงเบน ความสนใจ
    • การกำหนดอาหาร
    • การสร้างพลังจิต โดยการทำสมาธิ การคิดในเชิงบวก และการออกกำลังกายที่เหมาะสม
    • การใช้ดนตรี

การใช้ดนตรีเพื่อการบำบัด และช่วยบรรเทา ความทุกข์ ทรมาน โดยการเบี่ยงเบน ความสนใจ ของบุคคล ออกจากความคิด ที่หมกมุ่น ให้กลับมา สนใจ สิ่งกระตุ้น ใหม่ (Wallace, 2535) ซึ่ง การเบี่ยงเบน ความสนใจนี้ เป็นเทคนิค ที่มีประโยชน์ ในผู้ป่วย ที่มี ความเจ็บปวด เล็กน้อย ถึงปานกลาง ส่วนในผู้ป่วย ที่มี ความเจ็บปวด รุนแรง การเบี่ยงเบน ความสนใจ จะไปช่วย ลดความ วิตกกังวล และ ความตึงเครียด ซึ่งเป็นวงจร ส่งผล ทำให้ ความเจ็บปวด ลดลง ด้วย ดนตรี คือลักษณะ ของเสียง ที่ประกอบ ด้วยความถี่ จังหวะ การประสาน เสียง ทำนอง และลีลา ซึ่งแสดงออก ถึงความ นึกคิด ประสบการณ์ ความหวัง และความฝัน อันมี ผลสัมพันธ์ ต่อร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม ของมนุษย์

ผลของ ดนตรี ต่อการ เปลี่ยนแปลง ด้าน ร่างกาย มีดังนี้คือ

  1. เพิ่มความตึงตัว และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  2. ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและแข็งแรงขึ้น
  3. บรรเทาความล้า
  4. เพิ่มหรือลดผลผลิตในการทำงาน
  5. ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี
  6. เพิ่มหรือลดสารคัดหลั่งในร่างกาย
  7. เพิ่มหรือลดการเผาผลาญสารอาหาร และการใช้ ออกซิเจน
  8. เพิ่มหรือลดอัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ และ ความดันโลหิต
การเปลี่ยนแปลง นี้ขึ้นอยู่กับชนิด และคุณลักษณะ ของดนตรี ที่ใช้ ดังนั้นจึงควรเลือกเพลง ที่เหมาะสม แก่ภูมิหลัง สังคม วัฒนธรรม อารมณ์ และเชื้อชาติ ของผู้ฟัง ดนตรีที่มี ความถี่สูง จะก่อให้เกิดความ ตึงเครียดต่อผู้ฟัง ดนตรีที่มีความถี่ต่ำจะก่อให้ เกิดการ ผ่อนคลาย จากการ ศึกษาวิจัย ของซิมเบอร์แมน และคณะ, 2532 (อ้างใน วัลภา สังฆโสภณ) ถึงผล ของดนตรี ในผู้ป่วย มะเร็งที่มี ความเจ็บปวด เรื้อรัง พบว่า ดนตรี มีผลต่อการรับรู้ ความรู้สึก ด้านร่างกาย (Sensory Perception) และด้านอารมณ์ (Affective Perception) อย่างมีนัย สำคัญ ทางสถิติ เบค (Beck, 2534) ศึกษา ผลของดนตรี ต่อระดับ ความเจ็บปวด ในผู้ป่วย มะเร็ง พบว่า ผู้ป่วย มะเร็ง ที่มี ความเจ็บปวด เรื้อรัง ในกลุ่ม ที่ ฟังดนตรี มีผล ต่อการ ลดระดับ ความเจ็บปวด ได้มากกว่า กลุ่มที่ ไม่ได้ ฟังดนตรี อย่างมีนัย สำคัญ ทางสถิติ วิพเพิล และกลิน (Whipple and Glynn, 2535) ได้ศึกษา ถึงผล ของดนตรี ในการควบคุม ความเจ็บปวด พบว่า ดนตรี ประเภท ผ่อนคลาย (Soothing Music) เพิ่มระดับ ความทนทาน ในความ เจ็บปวด (Pain Thresholds) ได้มากกว่า อย่างมีนัย สำคัญ ทางสถิติ แมคคัฟเฟอรี (McCaffery, 2535) ได้เน้นถึง วิธีการ ใช้เทคนิค การเบี่ยงเบน ความสนใจ เช่น การฟังดนตรี ในผู้ป่วยที่มี ความเจ็บปวด ทั้งเฉียบพลัน และเรื้อรัง ว่า ควรใช้ร่วม กับการใช้ ยาระงับปวด เมื่อทราบ ประโยชน์ ของดนตรี แล้ว พยาบาล จึงควร ที่จะ นำดนตรี มาใช้ เพื่อช่วย ให้ผู้ป่วย ได้ผ่อนคลาย ลดความวิตก กังวล และความเจ็บปวด ความทุกข์ ทรมาน ซึ่งเป็น บทบาท อิสระของ พยาบาล ที่จะกระทำได้ โดยเสียเวลา และค่าใช้ จ่ายน้อยมาก และ ผู้ป่วย สามารถ จะกระทำ ได้เอง ที่บ้าน เป็นการช่วย ให้ผู้ป่วย ลดความ เจ็บปวด ความทุกข์ ทรมาน และสามารถ ดำเนิน ชีวิต อยู่ได้ โดยมี ความสุข ตาม อัตภาพ อีกทั้ง ยังช่วย ประหยัด ค่าใช้ จ่ายให้แก่ ผู้ป่วยใน การซื้อยา แก้ปวด หรือ การนอน โรงพยาบาล ได้อย่างมาก

 

ABAC Newsletter Assumption University, Thailand