จุลสาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC Newsletter
เดือนกันยายน - ตุลาคม 2542 B a c k

โรคทางตาที่พบในผู้บริหาร (Eye Diseases in Executives)

อาจารย์มธุรี นริพทะพันธุ์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ผู้ที่อยู่ในวัยระดับผู้บริหาร (Executives) นั้น นับได้ว่าเป็นวัยที่สามารถทำประโยชน์ได้สูงสุดต่อสังคมและหน่วยงานที่ตนเองบริหารอยู่ เนื่องจากมีความเพียบพร้อมทั้งคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ ในขณะเดียวกันบุคคลในวัยนี้หรือวัยที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าหญิงหรือชายก็หลีกไม่พ้นโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางตาซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความเสื่อมที่เกิดจากวัยที่เพิ่มขึ้น ในที่นี้จะนับวัยบริหารตั้งแต่อายุปลาย 30 ปีย่าง 40 ปีขึ้นไป โดยโรคต่างๆที่จะกล่าวถึงค่อนข้างจะเรียงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีหลายโรคที่เกิดจากวัยที่เพิ่มขึ้น
  1. โรคสายตาคนแก่ (Presbyopia)
    โดยมากมักจะเรียกกันว่า "สายตา" ที่จริงแล้วเป็นอาการที่สายตาไม่สามารถปรับสภาพ (Accommodation) เพื่อที่จะดูใกล้ๆ ได้ แต่การมองไกลยังเป็นปกติ ซึ่งต่างจากโรคสายตายาวจริงๆ ที่มีผลทั้งการมองใกล้ไกล อาจจะเริ่มเกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป บางรายก็อาจเริ่มมีอาการก่อนหน้านี้ โรคนี้เป็นความเสื่อมของร่างกายชนิดหนึ่งจึงทำให้มีอาการเปลี่ยนแปลงทุก 2-3 ปี การรักษาโดยการใช้แว่นช่วย ในการดูใกล้หรืออ่านหนังสือจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุก 2-3 ปี ไปจนกระทั่งอายุประมาณ 60 ปี จึงจะคงที่

    โรคนี้นับได้ว่า เป็นโรคที่พบมากที่สุดในผู้บริหารก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นความเสื่อมตามวัย ที่หลีกเหลี่ยง ไม่ได้แต่อย่างไรก็ดี โรคนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย และยังสามารถแก้ไขได้ด้วยโดยใช้แว่นช่วยในการดูใกล้

  2. โรคกล้ามเนื้อตาล้า (Aesthenopia)
    มักเป็นเนื่องจากกล้ามเนื้อตาล้า และอ่อนแรงเนื่องจากการใช้สายตามากๆ แม้โรคนี้จะพบในทุกวัยแต่ผู้ บริหารที่ใช้สายตามากๆ นานๆ การที่มีสายตาคนแก่ (Presbyopia) ก็จะทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น และการไม่ใช้แว่นดูใกล้หรือใช้แว่นไม่ถูกขนาดก็ย่อมจะก่อให้เกิดอาการนี้ได้

  3. โรคเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy)
    ผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน โดยเฉพาะที่เป็นมานานเกินกว่า 7 ปี ขึ้นไปมีโอกาสที่จะมีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ได้สูงมากผู้บริหารที่มีเบาหวานเป็นโรคประจำตัวจึงควรจะต้องได้รับการตรวจจอประสาทตาสม่ำเสมอ เบาหวานขึ้นตาเป็นสาเหตุใหญ่อันหนึ่งที่ทำให้ตาบอดแต่เรา สามารถหยุดยั้งการลุกลามของโรคก่อนที่จะตาบอดได้ ผู้ที่มีเบาหวานขึ้นตาจะมีอาการตามัวลงโดยที่แว่นสายตาไม่อาจช่วยแก้ไขได้ เนื่องจากมีเลือด และ/หรือ หนองออกที่จอประสาทตาซึ่งแพทย์สามารถใช้แสงเลเซอร์ชนิดอาร์กอน (Argon Bluegreen Laser) ในการป้องกันเมื่อโรคลุกลามถึงระดับหนึ่งได้

  4. โรคต้อหิน (Glaucoma)
    ต้อหินเป็นโรคที่เกิดเนื่องจากความดันลูกตาสูงจนกดทับเส้นประสาทตาจนทำให้ตาบอดไปเรื่อยๆ โรคต้อหินนับว่าพบมากขึ้นในประเทศไทยและเป็นสาเหตุสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ทำให้ตาบอด เข้าใจว่าวิทยาการและเครื่องมือทันสมัยยิ่งขึ้น อีกทั้งเราเข้าใจโรคเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งของต้อหินสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ต้อหินนั้นมีอยู่ 2 ชนิดคือต้อหินมุมปิดและต้อหินมุมเปิด ต้อหินมุมปิดนั้นผู้ป่วยมักมีอาการปวดตามากและตามัวในทันทีทำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ในทันที ซึ่งเมื่อ แพทย์ได้ให้ยาลดความดันตาจนลงแล้วก็จะทำการยิงเลเซอร์ชนิดแยค (Nd-Yaglaser) หรือชนิดอาร์กอน (Argon) ที่ม่านตาเพื่อการรักษาและป้องกันรวมทั้งการยิงเลเซอร์ตาอีกข้างเพื่อป้องกัน การพยากรณ์โรคค่อนข้างดี ต้อหินมุมเปิดนั้นผู้ที่เป็นจะค่อยๆ ตาบอดลงเรื่อยๆ โดยไม่มีอาการอะไรเลย จะมีอาการอีกทีก็ตาใกล้บอด แล้ว ข้อสำคัญคือมักจะเป็นในวัย 40 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นวัยของผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันเราตรวจพบมากขึ้นในวัยดังกล่าวนี้ ดังนั้น ผู้บริหารหรือบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดความดันลูกตาจากจักษุแพทย์ปีละครั้ง ผู้ที่มีประวัติต้อหินในครอบครัวยิ่งต้องระวังมากขึ้น เมื่อแพทย์พบว่าเป็นก็จะทำการควบคุมโดยการใช้ยา ใช้เลเซอร์ หรือใช้การผ่าตัด แล้วแต่ระดับความรุนแรงของโรค

  5. โรคต้อกระจก (Cataract)
    ต้อกระจกเป็นสาเหตุของตาบอดที่พบมากที่สุดของประเทศไทยแต่เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ก่อนที่จะบอด โรคต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามอายุ มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือโรคบางชนิด หรือได้รับยาบางชนิดนานๆ จะมีโอกาสเกิดได้ก่อนอายุดังกล่าว ปัจจุบัน ด้วยวิทยาการที่ทันสมัย เราสามารถรักษาต้อกระจกได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการสลายต้อ (Phacoemulsification) แทนที่จะใช้การผ่าตัดอย่างแต่ก่อนซึ่งต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานๆ ประมาณ 1-2 เดือน การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ในการสลายต้อกระจกทำให้แผลเล็กมากขนาดเท่ารูเข็ม และแผลสามารถปิดได้ด้วยตัวเองในเวลาที่รวดเร็วมาก ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันที ซึ่งเหมาะกับผู้บริหารที่ไม่มีเวลาจะพักฟื้น

  6. โรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age –Related Macular Degeneration)
    มักจะเป็นในคนอายุ 50 ปี ขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุมีส่วนสัมพันธ์บ้างกับโภชนาการ ผู้ป่วยจะมีความ เสื่อมตรงจอประสาทตา ส่วนที่เห็นชัดที่สุด การพยากรณ์โรคที่ไม่ค่อยดีนัก ตาจะค่อยๆมัวลงเรื่อย ในบางรายสามารถใช้เลเซอร์หยุดการลุกลามได้
AU Intranet Assumption University, Thailand ,Tel.3004543 ext.1315, 3004886