ในยุคที่ประเทศไทยเกิดเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ ธุรกิจใหม่ๆได้เกิดขึ้น ธุรกิจเดิมมีการขยายตัว บริษัทใหม่ได้ถูกจัดให้จดทะเบียน เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้ตลาดแรงงานของธุรกิจ เกือบทุกประเภทขยายตัวเช่นกัน จากการที่ตลาดแรงงานขยายตัวมากขึ้นนี้เอง การเลื่อนตำแหน่งจึงเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว และธุรกิจเกือบทุกแห่งจึงมีความจำเป็นในอันที่จะต้องเพิ่มปริมาณบุคลากรระดับต้นมากขึ้นด้วย วิชาชีพการบัญชีที่เป็นอีกวิชาชีพหนึ่ง ที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก อันเป็นผลพวงมาจากการที่ทุกบริษัทฯ และทุกกิจการมีการธุรกรรมเกิดขึ้นมากมาย
จากการที่ตลาดแรงงานของนักบัญชีมีความต้องการหรืออุปสงค์ (Demand) มากเพิ่มขึ้นนี้เอง วัดส่วนของอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) จึงไม่อยู่ในอัตราส่วนที่เท่าเทียมกัน เพราะมีสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิต และนักบัญชีทั้งระดับปริญญาและอนุปริญญา ยังไม่สามารถผลิตบุคลากร ได้ตามความต้องการ ของตลาดแรงงานโดยรวม ถึงแม้ว่าทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กร ที่คอยควบคุมการผลิตแรงงาน เข้าสู่ตลาดแรงงานองค์กรหนึ่ง จะได้เคยจัดทำแผน 15 ปี ไว้รองรับแล้วก็ตาม โดยที่แผนระยะยาวถึง 15 ปีนี้มีแนวคิดที่ว่า การผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในระยะเวลาเพียง 1-2 ปี แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 4-5 ปี แต่ยังไม่สามารถทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างแรงงานและความต้องการ ของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้แล้ว บัณฑิตบัญชีที่ศึกษาจบจากสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันของรัฐหรือเอกชน ก็มิได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ของการบัญชีทั้งหมด บ้างก็ทำงานที่มิได้อยู่ในสายงานของการบัญชี บ้างก็ดำเนินกิจการของตัวเอง บ้างก็ทำการศึกษา ต่อในด้านอื่นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตนเอง และจบลงด้วยการทำงาน ด้านอื่นที่มิใช่วิชาชีพการบัญชี จึงทำให้มีผู้ที่ตั้งใจจะทำงาน ด้านการบัญชีมีจำนวนน้อยลง เมื่อเทียบกับจำนวนบัณฑิต ที่ศึกษาจบหลักสูตรการบัญชีจ ากการวิจัยของสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่า ร้อยละ 16.2 ของบัณฑิตที่จบการศึกษา หลักสูตรการบัญชี มีการศึกษาต่อหรือมีแผนในการศึกษา ต่อในระดับปริญญาโท ร้อยละ 81.8 ทำงานกับบริษัทเอกชน และกว่าร้อยละ 40 ของบัณฑิต ที่ทำงานในบริษัทเอกชน มิได้ทำงานเกี่ยวกับการบัญชี
ผลกระทบหลักที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ การที่บัณฑิตสาขาการบัญชี จะมีค่าจ้างที่สูงขึ้นตามกฎพื้นฐาน ทางเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน ผลกระทบอีกอย่างหนึ่ง คือการที่สถาบันต่าง ๆ จำเป็นต้องผลิตนักบัญชี ให้มากขึ้นเพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ที่นักบัญชีซึ่งดูเหมือนว่าจะ ไม่มีขีดจำกัดศักยภาพ และความต้องการของบัณฑิตใหม่ ทางบัญชีในอันที่จะเริ่มปฏิบัติงาน ได้ทันทีจึงเหมือนว่า มีการถูกท้าทาย ขึ้นโดยปริยาย
ในอดีต สิ่งแรกที่ตลาดแรงงานด้านการบัญชีจองไทยจะต้องการคือ ต้องผลิตนักบัญชีให้เพียงพอ ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน แต่ในโลกปัจจุบัน เมื่อเศรษฐกิจมาอยู่ในช่วงขาลง และตลาดแรงงานของนักบัญชี เริ่มจะมีการตอบสนองโดยอุปสงค์ และอุปทานได้ดีขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอน คือการดูแลคุณภาพนักบัญชี ดังนั้นคำถามที่ว่าประเทศไทย ควรมีการควบคุมคุณภาพ ของนักบัญชีหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวชัดเจน แนวคิดหนึ่งซึ่งมีความเป็นไปได้สูง คือการจัดให้มีนักบัญชีรับอนุญาต ขึ้นเช่นเดียวกับการมี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Auditor หรือ CPA)
หลายประเทศที่จัดให้มีการทดสอบเพื่อเป็น CPA ขึ้นนั้นมิใช่เป็นการสอบวัดมาตรฐาน สำหรับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต แต่เป็นการสอบเพื่อวัดมาตรฐาน ของนักบัญชีรับอนุญาตหรือ Certified Public Accountant อาทิเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา หรือในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น ฟิลิปปินส์ ก็จัดให้มีการสอบเช่นกัน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี ไม่ว่าจะเป็นจากสถาบันของรัฐ หรือเอกชน จะต้องเข้าทำการทดสอบ เพื่อรับรองมาตรฐาน การเป็นนักบัญชี ถ้าหากมีความประสงค์ ที่จะประกอบอาชีพด้านการบัญชี ต่อไปในอนาคต โดยการทดสอบ ดังกล่าวที่เรียกง่าย ๆ ว่า Broad Examination นี้จะดำเนินการ โดยองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ ในการควบคุมมาตรฐาน การบัญชีของประเทศ ในการทดสอบนี้ คล้ายกับการทดสอบ เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ของทางด้านการแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน
ผลที่ได้รับจากการทำการทดสอบมาตรฐาน นักบัญชีนี้อาจกล่าวโดยภาพรวมได้ คือผลกระทบที่มีต่อตลาดแรงงาน ความน่าเชื่อถือ ของวิชาชีพการบัญชีของประเทศ และการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ของสถาบันการศึกษาที่ผลิตนักบัญชี
จากการที่นักบัญชีมีมาตรฐาน นั้นตลาดแรงงานจะได้รับประโยชน์ โดยตรงจากการว่าจ้างแรงงาน ของนักบัญชี อย่างน้อยก็ในเรื่องของความแม่นยำ และถูกต้องในด้านทฤษฎีของนักบัญชี กิจการในต่างประเทศหลายแห่ง จะว่าจ้างนักบัญชี เพื่อเข้าทำงานในบริษัท ต่อเมื่อนักบัญชีเหล่านั้น ได้รับการประทับตรา (Rubber Stamp) ว่าเป็นนักบัญชีรับอนุญาต แล้วเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ กับกิจการในอันที่จะกล่าวได้ ว่างบการเงินของกิจการนั้นๆ เป็นที่น่าเขื่อเถื่อได้ ในระดับหนึ่งซึ่งได้มาจากการ จัดทำโดยนักบัญชีที่มีมาตรฐาน ก่อนที่จะมีการตรวจสอบ และรับรองโดยผู้สอบบัญชี รับอนุญาตต่อไปอย่างไร ก็ดีการจัดให้มีนักบัญชีรับอนุญาต เพื่อให้เกิดมาตรฐานของการบัญชีขึ้นนั้น ก็คงมิได้ทำให้งานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตง่ายขึ้นมากเท่าไรนัก เพราะงานของเขาเหล่านั้น ก็จะต้องทำอยู่ในลักษณะเดิม หรือพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อที่จะให้งบการเงินต่างๆ ของกิจการมี ความน่าเชื่อถือได้เหมือนเดิม หรืออาจกล่าวได้ว่ากิจการที่ทำการว่าจ้างนักบัญชี คงจะสามารถตั้งข้อกำหนดให้มี ผลสอบมาตรฐานของนักบัญชี รับอนุญาตให้เป็นข้อกำหนดหนึ่ง โดยกระบวนการรับสมัคร จะได้ลดปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง การพิจารณาสถาบันของนักบัญชี ที่จบการศึกษาออกไปในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับการที่กิจการ จะสามารถตั้งมาตรฐาน เกี่ยวกับค่าจ้างและเงินเดือนขั้นต่ำ ของพนักงานบัญชี ที่ยังไม่มีประสบการณ์ เพื่อได้มีมาตรฐานได้ใกล้เคียง กันมากขึ้นกว่าที่จะพิจารณา จากสถาบันที่ศึกษาจบ และประเภทของกิจการ โดยจะมีการพิจารณามากขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกรรม ของแต่ละกิจการ
ในส่วนที่เดียวกับความน่าเชื่อถือของวิชาชีพนักบัญชีของประเทศนั้น มิใช่เท่าที่ผ่านมาวิชาชีพนี้ ไม่ได้รับการยอมรับ หรือเชื่อถือในสายตาของบุคคล หรือองค์กรใดๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าการที่ประเทศไทย มีการวางมาตรฐาน ของนักบัญชีไว้ จะทำให้ความเชื่อถือ ของวิชาชีพมีมากเพิ่มขึ้น การที่บุคคลหรือองค์กรใดๆ ในต่างประเทศจะมีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับคุณสมบัติของนักบัญชีไทย คงจะต้องตกไป (ยกเว้นแต่จะเป็นเรื่องของ ความประพฤติส่วนบุคคล) ดังนั้นสิ่งที่ต้องการพิจารณา ในมุมมองของต่างประเทศ ก็คือเรื่องของระดับมาตรฐาน ของการบัญชีของประเทศมากกว่า ตัวนักบัญชีเอง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการควบคุม การประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (กบช.) และสถาบันต่าง กำลังจัดทำให้มาตรฐาน การบัญชีของประเทศ ให้เป็นมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับได้กับ นานาประเทศ หรือจะกล่าวเป็นนัยคือให้มี International Accepted ขึ้นพร้อมกับการเป็น General Accepted ในเวลาเดียวกันนั้นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่าการทดสอบมาตรฐาน การบัญชี เพื่อให้มีนักบัญชี รับอนุญาตมากขึ้น จึงมีผลในแง่บวก ต่อการยอมรับ หรือความน่าเชื่อถือ ของมาตรฐานการบัญชี ของประเทศนั้น ๆ เอง ส่วนในเรื่องของมาตรฐาน การตรวจสอบบัญชี ของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต คงจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งคงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องแยกออกจาก เรื่องของนักบัญชีรับอนุญาต เพื่อให้คงไว้ซึ่งเอกภาพ ของผู้สอบบัญชี รับอนุญาตนั้นเอง
เมื่อมีการกล่าวถึงองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักบัญชีของประเทศแล้ว องค์กรหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอันที่จะต้องกล่าวถึง ด้วยคือสถาบันของรัฐและเอกชน ที่ผลิตบัณฑิตสาขาบัญชี หรือนักบัญชีนั้นเอง ผลกระทบ หรือผลที่น่าจะได้รับและเกี่ยวข้อง โดยตรงกับสถาบัน ที่ผลิตนักบัญชีก็คือ การที่จะมีการจัดลำดับ ของสถาบันต่างๆ การจัดลำดับนี้ อาจมีเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ ก็ได้โดยพิจารณา จากจำนวนหรือร้อยละ ของผู้ที่ผ่านการทดสอบ เพื่อเป็นนักบัญชีรับอนุญาต หากสถาบันใด มีผลว่าผู้ที่จบการศึกษาด้านการบัญชี จากสถาบันนั้นสามารถ สอบผ่านการทดสอบมาตรฐาน การบัญชีของประเทศ ได้มาก ก็อาจกล่าวได้ว่าสถาบันนั้น สามารถผลิตบัณฑิต ได้เป็นที่น่ายอมรับอย่างมาก ในระดับประเทศ และจุดนั้นอาจถือได้ว่าเป็นจุดขาย ของสถาบันแต่ละแห่ง ในสาขาวิชาการบัญชี เช่น สถาบันที่ผลิตบัณฑิต ที่มีบัญฑิตที่สามารถ ผ่านการทดสอบมาตรฐาน เพื่อเป็นนักบัญชี รับอนุญาตได้ร้อยละ 90 ของจำนวนบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ของสถาบัน ย่อมมีมาตรฐาน การเรียนการสอน ที่ดีกว่าสถาบัน ที่มีอัตราส่วนการผ่านเพียงร้อยละ 40 หรือสถาบันแห่งหนึ่งสามารถผลิตบัณฑิตสาขาการบัญชีที่ติดอันดับ 1 ใน 10 อันดับแรกของผลการทดสอบ เป็นนักบัญชีรับอนุญาตได้ทุกปี ย่อมได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในสายตาของนักบัญชี หรือผู้มีความประสงค์ จะเรียนวิชาชีพสายการบัญชี หรือแม้กระทั่ง ตลาดแรงงานของนักบัญชี สิ่งนี้ย่อมเป็นการตอบสนองต่อการลงทุน ที่แต่ละสถาบันมีต่อการศึกษา วิชาชีพการบัญชี เพราะหากสถาบันใดทุ่มทุนมาก ทั้งทางด้านการเงิน คุณภาพของอาจารย์ และการพัฒนา การเรียนการสอนที่ทันสมัย ย่อมจะได้รับผลตอบแทน จากการลงทุนนั้นๆ ในเรื่องการยอมรับ และจะสามารถ คัดเลือกนักศึกษา เข้าสู่สถาบันตนเอง ได้ง่ายกว่าสถาบันอื่น รวมทั้งสามารถคัดเลือกบุคคล ที่มีศักยภาพ ในการศึกษาวิชาการบัญชี ได้สูงกว่าที่อื่น และเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี สถาบันดังกล่าว ยังสามารถที่จะขยายรายได้ ของตนเองได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของค่าลงทะเบียน เงินทุนที่จะได้รับจากที่ต่างๆ เพื่อค้นคว้าและวิจัย ฯลฯ ส่วนสถาบันที่ไม่ได้มาตรฐาน ในเรื่องคุณภาพของบัณฑิต ก็จะต้องลดขนาดลง หรือปิดไปในที่สุด
ถ้ามองในมุมกลับคือในมุมมอง ของผู้ที่ต้องการศึกษาวิชาการบัญชี เพื่อใช้เป็นวิชาชีพในอนาคตนั้น นอกเหนือจากสถานที่ที่จะใช้ในการศึกษาแล้ว บุคคลเหล่านั้นคงจะต้องการ ที่จะได้คุณภาพของวิชาชีพการบัญชี ที่เป็นเลิศในอันที่จะเป็นบันได ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ด้านการงาน ด้วยผลของการจัดลำดับนี้ อาจเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ สำหรับเลือกสถาบัน ที่จะใช้ในการศึกษา ด้วยเช่นกัน
ส่วนความเป็นไปได้ในอันที่จะจัดให้มีการทดสอบ เพื่อให้มีนักบัญชี รับอนุญาตขึ้นนั้น คณะนิสิตหลักสูตรบัญชี มหาบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำงานวิจัยเรื่อง "การศึกษาทัศนคติ ของนักบัญชี ในการรับรอง นักบัญชีเป็นนักบัญชี รับอนุญาต" โดยส่วนหนึ่ง ของงานวิจัย นี้ได้กล่าวว่า "การรับรองดังกล่าว ยังไม่สามารถเป็นจริงได้ ในขณะนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติสภา นักบัญชี ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ จากฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งหมายความว่า การรับรองหรือการทดสอบ เพื่อให้มีนักบัญชีรับอนุญาต คงยังเกิดขึ้นไม่ได้ อย่างไรก็ดีในภาคสรุป ของการวิจัยดังกล่าว ยังไม่กล่าวถึงการเตรียมตัว ของภาครัฐด้วยว่า "ควรมีการจัดตั้งองค์กรเอกชน เพื่อเป็นผู้นำในการพัฒนาวิชาชีพบัญชี และมีความเป็นอิสระในการทำงาน เพื่อให้สามารถแข่งขัน กับนักบัญชีต่างประเทศได้ในอนาคต เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิก ปว. 281" จึงอาจกล่าวได้ว่า โอกาสในการที่จะจัด ให้มีการทดสอบ เพื่อให้มีนักบัญชีรับอนุญาต ยังจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากมีการยกเลิก ปว. 281 ซึ่งเป็นประกาศ ของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 281) เพื่อรักษาดุลอำนาจ ทางการค้า และเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อให้การประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ เป็นส่วนรวม โดยกำหนดให้มีธุรกิจ 63 ประเภทเป็นธุรกิจ เฉพาะสำหรับคนไทย และวิชาชีพการบัญชี เป็นหนึ่งในธุรกิจเหล่านั้น ถ้ามีการยกเลิก ปว. 281 และจัดให้มีการทดสอบ เพื่อให้มีนักบัญชีรับอนุญาตขึ้น นักบัญชีต่างชาติ ก็สามารถเข้าร่วมทดสอบ ดังกล่าวได้พร้อมกับ นักบัญชีไทย ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขัน ขึ้นมิใช่เพียงเพื่อนักบัญชีไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการแข่งขัน กับนักบัญชีต่างชาติ และจะทำให้มีการจัดมาตรฐาน การบัญชีไทย ให้เป็นที่ยอมรับ ในระดับนานาชาติได้เช่นกัน ส่วนเรื่ององค์กรเอกชน เพื่อเป็นผู้นำ ในการพัฒนาวิชาชีพบัญชีนั้น ปัจจุบัน กบช. และสมาคมนักบัญชี และผู้สอนบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย สามารถนับได้ว่าเป็นองค์กรเอกชน ที่คอยกำกับดูแล และพัฒนาวิชาชีพการบัญชีอยู่แล้ว หรือหากต้องการจะมีองค์กร ที่รับผิดชอบ ต่อการรับรองนักบัญชี รับอนุญาตโดยเฉพาะ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่จะต้องเป็นองค์กรอิสระ ที่ไม่ขึ้นกับรัฐ องค์กรเอกชน หรือสถาบันการศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีวัตถุประสงค์ หลักขององค์กร ในอันที่จะรักษาไว้ ซึ่งมาตรฐาน การบัญชีของประเทศเท่านั้น
นักบัญชีเห็นด้วยกับการจัด ให้มีการรับรองนักบัญชี รับอนุญาตหรือไม่ ? ผลการวิจัยที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ยังได้มีข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคำถามนี้ด้วย โดยข้อมูลจากการวิจัย แจ้งว่าร้อยละ 89.6 ของนักบัญชีเห็นด้วยกับการจัด ให้มีการรับรองขึ้น และกว่าร้อยละ 70 แสดงความเห็นว่า ควรให้มีการทดสอบ เพื่อรับรองนักบัญชีรับอนุญาต โดยรองลงมาคือ การใช้ประสบการณ์ เป็นตัวรับรอง ซึ่งมีอัตราส่วนที่ร้อยละ 26.9 เพียงร้อยละ 5.6 ให้ใช้ระดับการศึกษา เป็นตัวรับรอง นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า "การเป็นผู้สอบบัญชี รับอนุญาตไม่มีความสัมพันธ์ ต่อการยอมรับในการรับรอง นักบัญชีให้เป็นนักบัญชี รับอนุญาต" ซึ่งจะทำให้ความมีอิสระของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ยังมีอยู่ต่อไป
ปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าหากมีการทดสอบ เพื่อรับรองการเป็นนักบัญชีรับอนุญาต นั้นคือนักบัญชีที่มีประสบการณ์ ด้านการบัญชีมาเป็นเวลานาน ควรจะได้รับการยกเว้น ในอันที่จะไม่ต้องเข้าทำการ ทดสอบหรือไม่ และถ้าหากได้รับการยกเว้น ประสบการณ์ที่มีควรจะเป็นกี่ปีขึ้นไป สำหรับบัณฑิตใหม่ของสาขาการบัญชีนั้น การจัดทดสอบคงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก ถ้าหากมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่สำหรับผู้ที่ศึกษา จบด้านการบัญชี มาเป็นเวลานาน และมีประสบการณ์ ระยะหนึ่งแล้วนั้น การที่จะให้เขาเหล่านั้น มาทำการทดสอบใหม่ คงจะเป็นไปได้ยาก และถ้าจะนำเอาประโยคที่ว่า "ถ้าไม่ใช่นักบัญชีรับอนุญาต จะทำงานด้านบัญชีไม่ได้" นั้น คงจะเป็นไปไม่ได้ ในช่วงแรกของ การจัดทำกระบวนการ รับรองนักบัญชีรับอนุญาต เพราะบริษัททั่วไป คงมิได้รับรองนักบัญชีเพียงเพราะรู้บัญชี และถ้ายิ่งนักบัญชีเหล่านั้น มีประสบการณ์ ในบริษัทฯ นั้นอย่างยาวนาน ความซื่อสัตย์ และความไว้ใจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ของการเป็นนักบัญชี ของบริษัทฯ เช่นกัน การจัดการสอบรับรอง วิชาชีพบัญชีออกเป็นหลายๆ ด้านอาจช่วยแก้ปัญหาลงได้บ้าง แต่ก็คงไม่หมดไป เช่นเดียวกับการจัดแบ่งระดับ ของนักบัญชีจากการทดสอบ เหมือนกับการทดสอบ Certified Financial Analyst ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็อาจช่วยลดปัญหา ลงได้บ้างเช่นกัน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจและหน้าที่ จะมองได้ว่าเป็นปัญหาก็คือ เรื่องของคำว่า "มาตรฐาน" เพราะถ้าหากการรับรอง นักบัญชีอนุญาต จะใช้วิธีการทดสอบแล้ว การทดสอบในแต่ละปี ก็ควรจะมีมาตรฐานเดียวกัน หรือใกล้เคียงเพราะในแต่ละปี จะต้องมีบัณฑิต สาขาการบัญชี ที่จบการศึกษา จากสถาบันต่างๆทั้งของรัฐ และเอกชน เป็นจำนวนหลายพันคน การจัดข้อสอบ แบบมาตรฐาน ควรทำอย่างไร หรือจะใช้แบบการสอบ TOEFL และ GMAT ที่ทางสหรัฐอเมริกาทำกัน คือมีข้อสอบ อยู่ในคลังข้อสอบ (Test Bank) เป็นจำนวนมาก และแต่ละข้อก็มีการระบุระดับ ความยากง่ายแตกต่างกัน เมื่อเวลาที่จะออกแบบทดสอบ ก็ให้นำเอาข้อความต่างๆ มาผสมกัน มีง่ายบ้างยากบ้าง ผสมกันไป โดยให้ผสมกันตามสัดส่วน ของมาตรฐานที่ต้องการ หรือมิฉะนั้นจะมีวิธีใด ที่จะมาอธิบายมาตรฐาน ของผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็น นักบัญชีรับอนุญาต ของประเทศไทย ที่เป็นวิธีการที่ยอมรับได้ใน ระดับนานาชาติบ้าง
ระยะเวลาของการเป็นนักบัญชีรับอนุญาต ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับมาตรฐานได้เช่นกัน ผลการวิจัยเรื่อง "การศึกษาทัศนคติของนักบัญชี ในการรับรองนักบัญชี ได้เป็นนักบัญชีรับอนุญาต" ยังได้แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 27.6 ของนักบัญชีมีความเห็นว่า ปัญหาหนึ่งในการปฏิบัติงาน ด้านบัญชีคือ "มาตรฐานการบัญชี มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา" ดังนั้นนักบัญชีไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ถ้าหากไม่มีการติดตามเกี่ยวกับ มาตรฐานการบัญชีใหม่ๆ และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวิชาชีพ นักบัญชีอยู่ตลอดเวลา ก็จะเปรียบเหมือนบุคคล ที่ล้าสมัยหรือตกข่าว หรือล้าหลังนั้นเอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เขาเหล่านั้นก็ไม่เหมาะกับการเป็น นักบัญชีรับอนุญาตนั้นเอง คำถามจึงอยู่ที่ว่า เป็นนักบัญชีรับรองอนุญาต ควรมีระยะเวลาหรือไม่ เพื่อให้เขาเหล่านั้น ต้องตามมาตรฐาน และสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับการบัญชี อยู่เสมอหรือจะมีวิธีใด ที่จะทำให้นักบัญชีรับอนุญาต ได้มีการตามเหตุการณ์ เกี่ยวกับมาตรฐาน การบัญชีใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ากล่าวแบบตรงไปตรงมาแล้ว ปัญหานี้เหมือนงูกินหาง ที่จะหาบทสรุปได้ยาก หรือแทบไม่ได้เลย เพราะการพัฒนาตนเอง ควรเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล นั้นเอง
ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า "ประเทศไทยควรมีนักบัญชีรับอนุญาต" หรือไม่ จึงอยู่ที่จุดว่า "น่าจะมีหรือไม่" เพราะถ้าจะให้มีเกิดขึ้นตามหลักการ และเหตุผลแล้ว สิ่งนี้สามารถเป็นไปได้ แต่จะปฏิบัติได้ หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจะต้องพบกับปัญหา อีกมากมาย และต้องมีการใช้ทรัพยากร เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพย์สิน และเวลา บุคคลหรือสถาบันใด ที่จะทำเรื่องนี้ ควรไม่ใช่เฉพาะบุคคล หรือสถาบันนั้นที่ควรใส่ใจ เรื่องของมาตรฐานบัญชีของประเทศ ควรที่จะต้องเป็นหน้าที่ และความรับผิดชอบของนักบัญชี ของไทย คงไม่ใช่เป็นเพียงการ ท้าทายหรือตำหนิเฉพาะบุคคลหรือสถาบันใด สถาบันหนึ่งเท่านั้น เป็นสิ่งที่นักบัญชี ทั่วประเทศต้องรับไว้ เพราะถ้าไม่ใช่นักบัญชี เองแล้วควรจะเป็นใคร?
เอกสารอ้างอิง
ปิ่นทิพย์ พาณิชพัฒนากุลและคณะ โครงการวิจัยเรื่อง "การศึกษาทัศนคติ ของนักบัญชี ในการรับรองนักบัญชี ให้เป็นนักบัญชี รับอนุญาต" คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541
สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, Job Placement Survey of
Assumption University Graduates 1998
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมษายน 2542