จุลสารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีโอกาสพูดคุยกับบัณฑิต เอแบครุ่นที่ 24 ชื่อ นางสาวปริศนา รัตนสุวรรณศรี ซึ่งกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่ Harvard University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประวัติการศึกษา โดยสังเขป ของเธอนั้น เธอจบมัธยมปลายจาก Assumption Commercial College และเป็นบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พ.ศ. 2539 ซึ่งเธอแสดงความเห็น เกี่ยวกับการเรียน ระดับปริญญาตรีว่า
"การเรียนระดับปริญญาตรี มีความสำคัญมาก เพราะผลการเรียน เป็นเกณฑ์พิจารณาข้อหนึ่ง ในการเรียนต่อสิ่งอื่น ๆ เรา สามารถเปลี่ยนแปลง ได้ในอนาคต นั่นคือคะแนนการสอบวัดระดับ ความรู้ความสามารถ คุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง ในการเข้าศึกษาต่อคือ ประสบการณ์ ในการทำงาน ซึ่งอาจมีผลสืบเนื่อง มาจากการเรียนใน ระดับอุดมศึกษา"
จะเห็นว่าการเรียนในระดับปริญญาตรี เป็นพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ในต่างประเทศ นอกจาก ความรู้ทางวิชาการ และข้อได้เปรียบทางด้านภาษาแล้ว เธอยังได้รับ สิ่งที่มีค่าอื่น ๆ จากการเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย
"เราจะรู้จักเข้าสังคม เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น การทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อเรา ที่มีประสบการณ์ การทำงาน ล่วงหน้า ทุกคนจะเรียนตำรา ของต่างประเทศ เหมือนกันหมด ธุรกิจก็อาจจะเป็นของต่างประเทศ บางครั้งเราก็มานั่งคุยกับเพื่อน แลกเปลี่ยนกัน ในเรื่องธุรกิจที่สนใจ ธุรกิจของครอบครัว"
เธอวางอนาคตตัวเองบนเส้นทางนักธุรกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นอาชีพที่มีความสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจ ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เธอจึง วางแผนภายหลังจบการศึกษา ระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ ที่ต่างประเทศกลับมาทำงานเป็น Business Consultant ที่เมืองไทย
ด้วยเหตุนี้เมื่อเธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงสมัครหาประสบการณ์ โดยทำงานครั้งแรกที่ Merrill Lynch Phatra Securities Company, Ltd. ในตำแหน่ง Sales ฝ่ายค้าตราสารหนี้ (Debt Capital Markets Division) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 เธอเล่าถึงการทำงานที่นี่ว่า
"ตอนแรกคิดว่าจะทำงานสถาบันการเงินซึ่งก็มี 2 แห่งคือ ธนาคารกับบริษัทเงินทุน คิดว่าบริษัทเงินทุน น่าจะได้เรียนรู้ในสิ่ง ที่กว้างกว่า เลยสมัครทำงาน ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ได้ทำงานที่ท้าทายมาก เข้ากับทุกคนได้ดี เพราะอยู่ในช่วงวัย ไม่ห่างกันมาก"
พอทำงานไปได้ 1 ปี จึงเริ่มศึกษาทบทวน เตรียมตัวอย่าง จริงจัง มาสมัครสอบวัดระดับ ความรู้ความสามารถ ทางด้าน ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เมื่อต้นปี 2541 แล้วจึงสมัครเรียนต่อที่ Harvard University ในช่วงปลายปี 2541 และทางมหาวิทยาลัย เพิ่งติดต่อตอบรับเมื่อต้นปี 2542
เมื่อถามถึงการเตรียมตัวก่อนจะไปศึกษาต่อ เธอตอบว่า
"คิดว่าภาษาอังกฤษเราก็พอใช้ได้ ประสบการณ์ทำงานเรา ก็มีพออาจจะมีบางวิชา ที่ต้องเรียนเพิ่มบ้างคือสถิติ บางวิชาจะไปเรียน ที่นั่น 2-3 เดือนก่อนเปิดเทอม ในเดือนกันยายน ใช้เวลาเรียน 2 ปี จะจบเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2544"
ในประเด็นความคิดเห็น ของเธอเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุค ไอเอ็มเอฟ เธอกล่าวว่า
"ตอนนี้รณรงค์ให้ใช้จ่ายออกนอกน้อยลง ช่วยกันซื้อของ ภายในประเทศ เป็นช่วงที่ทำให้เราเรียนรู้ ว่ามันเป็นอย่างไร อนาคต ข้างหน้าเราจะได้ไม่ประมาท ในการทำธุรกิจและในการดำเนินชีวิต เป็นบทเรียนให้รู้ว่า เราควรอยู่ตำแหน่งใด จึงจะพอดี จากระดับตรงนี้ ต้องทำอย่างไร เพื่อมิให้ธุรกิจตกต่ำ ลงไปเหมือนเดิม"
นอกจากนี้เธอฝากข้อคิดมายังบัณฑิตใหม่ว่า
"เรื่องการงานในช่วงนี้ ถ้าพยายามจริง ๆ ต้องหางานได้ อยู่แล้ว ช่วงนี้ควรหางานอะไรก็ได้ ทำไปก่อนเพราะมีประสบการณ์ การทำงานย่อมดีกว่าอยู่เฉย ๆ คือต้องทำตัวให้มีคุณค่า ถ้าไม่มี ตำแหน่งงานที่ชอบ ก็ควรหาวิชาความรู้เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงตนเอง และเตรียมพร้อม สำหรับสภาพเศรษฐกิจ ที่ควรจะดีขึ้นเร็ว ๆ นี้"
ท้ายสุดนี้เธอฝากคำขอบคุณ มายังครอบครัว เพื่อน ๆที่ให้ กำลังใจและสนับสนุนตลอดมา ขอบคุณอาจารย์ทุก ๆ ท่านที่อบรม ให้ความรู้ โดยเฉพาะ ภราดาอนุพัทธ์ เพชรายุทธชัย รองอธิการบดี ฝ่ายการคลัง ที่ช่วยให้คำแนะนำและสนับสนุน ในเรื่องการศึกษาต่อ ปริญญาโท และจุลสารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอแสดงความยินดี กับเธออีกครั้งหนึ่ง ในการไปศึกษาต่อที่ Harvard University ในครั้งนี้ นับว่าเธอเป็นตัวอย่างที่ดี ของการมองเห็นความสำคัญ ของการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีผลสืบเนื่อง มาถึงการมีประสบการณ์ ในการทำงาน ที่ดีและยังส่งผล ถึงการศึกษาต่อในขั้นสูงต่อไป