สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซี อินเตอร์เนตโพลล์ มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ ร่วมกับประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนาเรื่อง "ธุรกิจบริการ ของธนาคารไทยในตลาดการค้าเสรีปี 2000 : จะสู่มาตรฐานสากลได้ หรือไม่" เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 ณ ห้องนิทรรศการ อาคาร อัสสัมชัญ ร.ศ. 200 โดยมี ฯพณฯ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีสาระสำคัญคือ
ท่านภราดา ดร.ประทีป โกมลมาศ อธิการบดี ท่านประธาน จัดงาน ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน ท่านวิทยากร ท่านผู้เข้าสัมมนาและ ท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพครับ ในนามกระทรวงการคลัง กระผมรู้สึกเป็น เกียรติและมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธี เปิดการ สัมมนาในชื่อเรื่องว่า ธุรกิจของธนาคารไทย ในตลาดการค้าเสรีปี 2000 : จะสู่มาตรฐานสากลได้หรือไม่ ซึ่งเป็นหัวข้อที่คิดว่าน่าสนใจ ทันกับกาลสมัย และก็เป็นหัวข้อการสัมมนา ที่มีคุณภาพยิ่งของ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านวิทยากร และท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ก็คงจะทราบข่าวว่า ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของ ประเทศชาติของเรา เกิดขึ้นที่สถาบันการเงิน และก็พัวพันเป็นวิกฤต ที่เราไม่ค่อยสบายใจและเป็นปัญหาหนัก กันอยู่ขณะนี้ ปัจจัยเรื่องทุนสำรอง กองทุนฟื้นฟู เรื่องความเชื่อถือ เรื่องเสถียรภาพของสถาบัน
การเงินซึ่งสถาบันการเงิน เสมือนหนึ่งกระแสน้ำ ที่หล่อเลี้ยงเป็นบ่อเกิด
ของธุรกิจ อื่นที่เกี่ยวข้องทุกสาขา จากสถาบันการเงิน ที่มีปัญหาก็ก่อให้ เกิดปัญหาลุกลามทั่วไป และภาระที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือภาระในการแก้ไข ปัญหาสถาบันการเงิน ความเชื่อถือ การให้บริการ ทั้งหมดซึ่งจะเป็น ปัจจัยสำคัญ ในการที่แก้ไขปัญหาประเทศชาติ ให้บรรลุไปได้ พูดถึง สถาบันการเงิน ก็แน่นอนครับ ธุรกิจหลักที่พวกเรามุ่งหวัง คือเรื่องการบริการ การบริการที่ดี ความเอาใจใส่ จากสถาบันการเงิน ทั้งหมดที่เรา เกี่ยวข้องอยู่ ทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน เพราะฉะนั้นในหัวข้อสัมมนา ที่นำท่านวิทยากร ผู้รู้ทั้งหลายมาร่วมกัน ให้ความคิดเห็น ให้ข้อมูลในการ
ที่จะพัฒนา ตลาดบริการทางด้านการเงิน ของเราให้สู่มาตรฐานสากล ผมคิดว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะเป็นปัจจัยสำคัญ ประการหนึ่งใน การที่จะช่วย รัฐบาลแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติขณะนี้ วิกฤตขณะนี้ ที่เราคิดและเรารู้กันอยู่ ก็คืออยู่ในภาวะที่ค่อนข้างจะรุนแรง จนเราต้อง เข้าโครงการ รับความช่วยเหลือ จากกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ หรือที่ เรียกว่า ไอเอ็มเอฟ ทั้งการช่วยเหลือในเงินกู้ ที่นำเข้ามาเพื่อเสริมใน ทุนสำรองของเรา ที่สูญหายไปก็ดี ทั้งความช่วยเหลือ ในเชิงวิชาการทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของเราก็ดี ขณะนี้ก็เป็น ความสัมพันธ์ที่จำ เป็น ต้องดำเนินการ ร่วมกับไอเอ็มเอฟ (IMF) อย่างใกล้ชิด หนังสือ แสดงเจตจำนง ขณะนี้มาถึงฉบับที่ 7 แต่กว่าที่จะล่วงลุ ภาระเหล่านี้ เราจะต้องมี หนังสือเจตจำนง ไปถึงฉบับที่ 16 คิดว่าเรายังเหลืออีกตั้ง 9 ฉบับ ใน 9 ฉบับทั้งหลายนี่ หลายๆส่วนก็คงจะเป็น บทบาทของ สถาบันการเงิน ที่จะต้องเอื้ออำนวย ที่จะต้องช่วยส่งเสริมด้วยและเรา ยังต้องฝ่าฟันกับอะไรต่ออะไร ในข้างหน้าอีกมาก ความพร้อมความ เข้าอกเข้าใจ ความรู้สึกถึงปัญหา ร่วมกันระหว่าง ภาคราชการและเอกชน ระหว่างผู้ที่อยู่ในภาคผู้ประกอบการ และที่เป็นลูกค้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ก็หวังว่าการสัมมนานี้ จะเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยเราก้าวไปสู่ มาตรฐานสากล ที่ถือว่าเป็นกฎบีไอเอส (BIS) ที่เราทราบกันอยู่ เราคงไม่สามารถ ที่จะตามหลังใคร ในมาตรฐานเหล่านี้ได้ อีกต่อไปแล้ว ความเชื่อถือในการที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินของไทย เข้าสู่ระดับ มาตรฐานเดียว ในสากลทั่วโลก ที่คนอื่นเชื่อถือเรา จะเป็นกำลังผลักดัน ให้มีกระแสเงินตรา เข้าสู่ประเทศเราได้ ถ้าเขาไม่เชื่อถือ สถาบันการเงิน ก็ไม่มีใคร จะโอนเงินร้อยล้านพันล้าน เข้ามาอยู่ในสถาบันการเงิน ของประเทศที่ปราศจากความเชื่อถือ ในเรื่องความมั่นคง ตรงนี้ก็คงจะเป็น ปัจจัย อีกประการหนึ่ง ที่ได้ประโยชน์ จากการสัมมนานี้ ในข้อคิดความเห็น ที่มีประโยชน์ทั้งหลาย
แนวทางที่สำคัญประการหนึ่ง ในการเข้าสู่คุณภาพ การให้บริการในระดับมาตรฐานสากล นั้นก็คือการพัฒนาระบบ การให้บริการแก่ลูกค้า ให้เป็นที่น่าพอใจ และเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง ปัญหาประการหนึ่ง ที่เราเจออยู่ตลอดเวลาก็คือ ผู้เป็นลูกค้าธนาคาร มีความรู้สึกว่าธนาคารเอาเปรียบ คือเรามักจะพูดกันอยู่เสมอว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก กับดอกเบี้ยเงินกู้ ต่างกันเยอะ เช่นในขณะนี้ดอกเบี้ย เงินฝากอาจจะมาเหลือแค่ 5% หรือ 5.5% หรือ 4.5% ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินกู้ บางครั้งวิ่งเป็นเลขสองตัวตรงนี้ เราต้องเข้าใจประการหนึ่งว่า ธนาคารมีต้นทุนประกอบการ ต้นทุนประกอบการไม่ว่าค่าใช้ จ่ายในสาขาธนาคารทุกแห่ง ค่าเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าใช้จ่ายทั้งระบบ ของธนาคารเป็นต้นทุน ขณะนี้อยู่ค่อนข้างจะสูง โดยธนาคารพาณิชย์ ทั่วไปขณะนี้ ต้นทุนประกอบการเกือบจะ 3% หรือบางธนาคารที่ พัฒนาตนเอง มาแล้วอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ธนาคาร ที่มีภารกิจพิเศษ ที่งานยากกว่าไปเกี่ยวข้อง กับลูกค้ารายย่อยมากกว่า เช่น ธกส. ต้นทุน ประกอบการยืดไปจนถึง 3.5, 3.8 ที่น่าเป็นห่วงอยู่ ขณะนี้ก็คือว่า ต้นทุนประกอบการ ของธนาคารไทย 80% มาจากรายได้จากเรื่อง ดอกเบี้ย เรื่องผลต่างดอกเบี้ย เพียงแค่ไม่ถึง 20% ที่ได้มาจาก รายได้จากค่าบริการ ตรงนี้เป็นอุปสรรคสำคัญ ว่าทำยังไงจะพัฒนา ธนาคารของเราให้สู่ระบบบริการที่ดี พร้อมกับมีค่าบริการที่สูงขึ้น เพื่อลดการครองสถานะธนาคาร ที่จะต้องอาศัยดอกเบี้ยอย่างเดียว ถ้าจะต้องอาศัยดอกเบี้ยอย่างเดียว เมื่อรายรับรายจ่ายมีความจำเป็น ที่ขึ้นอยู่กับผลต่างของดอกเบี้ย ยากเหลือเกินที่ผู้ประกอบการทั้งหลาย จะได้ดอกเบี้ยที่เราคิดว่าอยากจะได้รับ ความเป็นธรรมจาก ธนาคาร แต่ลึกๆ ตรงนี้เรามองเราก็เห็น ที่ผ่านมาระบบธนาคาร พยายามที่จะปรับตนเอง ให้เน้นในเรื่องบริการที่ดี พร้อมกับเน้นรายได้ จากภาคบริการมากยิ่งขึ้น แต่ที่น่าเสียใจ บางทีก็คือว่าการขึ้นค่าบริการ กระทำได้ยากเหลือเกิน ลำบากเหลือเกิน บริษัทบางบริษัทธุรกิจเป็น หมื่นล้าน แต่ละเดือนใช้เช็คสักพันใบ ขึ้นค่าเช็คสักห้าบาท เดือนหนึ่ง ก็แค่ห้าพันบาท สำหรับธุรกิจหมื่นล้าน โวยกันทั้งประเทศและเป็น ปัญหาใหญ่โต ถ้าธนาคารพยายามปรับระบบ ในเรื่องอินเตอร์เนต
เอทีเอ็ม ปรับอะไรหลายๆ อย่างลงทุนกันเป็นพันล้านหมื่นล้าน เพียงแค่ค่าธรรมเนียม ขาดเหลือสักร้อยบาทต่อคน เราก็มีปัญหา กระแสต้านที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นอุปสรรคของธนาคาร ที่ขอได้โปรดมองด้วยความเข้าใจ ว่าวันหนึ่งถ้าธนาคาร พัฒนาในการบริการที่ดีขึ้น และได้รับความเข้าอกเข้าใจ จากลูกค้าในการที่ยอมรับค่าบริการ ที่ถูกต้องเป็นธรรมได้มาตรฐาน เพื่อธนาคาร อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยผลต่าง ของดอกเบี้ยอย่างเดียว เมื่อนั้นทุกอย่าง
จะก้าวหน้าไปด้วยดี เราคงจะไม่ใช่อยากกู้ ธนาคารดอกเบี้ยต่ำ ขณะเดียวกันโดยไม่สงสาร ข้าราชการเกษียณ ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย ที่ฝากเงิน ไว้สักล้านหนึ่ง สักห้าแสน หวังรายได้ตรงนั้น เป็นค่าครองชีพในวัยชรา ตลอดชีวิต แต่ดอกเบี้ย กำลังจะเข้าไปหาเลขสามเลขสอง และกำลัง เป็นปัญหา กับคนจำนวนมากของประเทศ เราพูดถึงสถาบันธนาคาร บางทีเราไปพูดถึงในเรื่อง เกี่ยวกับลูกค้าที่เป็นหนี้ แต่เราลืมไปว่า ธนาคารอยู่ได้ด้วย 40 ล้านบัญชี ของผู้ฝากเงิน ที่หลากหลายสาขา อาชีพ ทั้งหมดก็คือปัญหาหนึ่ง ในวาระการเปิดงานนี้ ขออนุญาตยก ประเด็นขึ้น เพื่อท่านวิทยากรจะได้แสดงความคิดเห็น และท่านผู้เข้าสัมมนาทุกท่านจะได้ ให้ความสนใจในปัญหา ในภาคการบริการ ของธนาคารในสาขาตรงนี้ด้วย ผมเชื่อว่าผลการสัมมนาวันนี้จะได้ ประโยชน์ทั้งจากท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาเอง แก่ประเทศชาติโดยส่วน รวมและเป็นการร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติร่วมกัน ผมเชื่อว่าผลการสัมมนา ที่มีคุณภาพวันนี้ จะเป็นผลงานที่ดีเด่น ของเอแบคโพลล์ อีกอันหนึ่งที่ได้จัดรายการ ที่เป็นประโยชน์ หัวข้อเรื่องที่เป็นประโยชน์ และได้ข้อสรุปที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์สำหรับแก้ไข
ปัญหาบ้านเมือง ต่อไปในข้างหน้า ขอให้การสัมมนาในวันนี้จงสำเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่ปรารถนา ตามความมุ่งหมาย ทุกประการ ขอให้ทั้งผู้ที่อยู่บนเวที และผู้ที่อยู่ข้างล่าง ต่างมีส่วนร่วมเป็นกำลัง ที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ในขณะนี้ และเมื่อประเทศชาติบ้านเมือง พ้นภัย เราก็จะมีความสุข ความเจริญร่วมกัน ขอให้ทุกท่าน มีความสุขความเจริญครับ ขอบคุณครับ
รายนามผู้อภิปรายในการสัมมนาเรื่อง ธุรกิจการบริการของ ธนาคารไทยในตลาดการค้าเสรีปี 2000 : จะสู่มาตรฐานสากลได้หรือไม่
ดร. พิชิต ภัทรวิมลพร นักวิจัยระดับ 6 ธนาคารแห่งประเทศไทย
ดร. วรภัทร โตธนะเกษม นักวิชาการด้านการเงิน-การธนาคาร
ดร. วิชัย พันธุ์โภคา นักธุรกิจ
คุณจิตราพร แตงสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเอเชีย
คุณบุญรัก อภิรติกุล รองผู้จัดการสำนักชิดลม ธนาคารไทยพาณิชย์