จุลสาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC Newsletter
เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2542 B a c k

เล่าโดย...ต้อมต้อ วรุตบางกูร
นักศึกษาปีที่ 3 สาขาวิศวเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

คงเป็นเพราะดวง ต้องอยู่ไกลบ้าน เราจึงได้ มาเรียน ที่สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ ชั้นมัธยม ปีที่ 3 ที่โรงเรียน Choate Rosemary Hall ในมลรัฐ คอนเนคติคัต ซึ่งเป็น โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา และมีนักเรียน ประจำ และไปกลับ ความฝัน ของนักเรียน มัธยม ปีที่ 6 ที่นี่ อยู่ที่ การได้ เข้าเรียน ในมหาวิทยาลัย ชั้นดี ของสหรัฐ ที่มี ชื่อเสียง ในวิชา ที่ตนอยาก เรียน

เราเป็นคนหนึ่ง ที่โชคดี ที่สามารถ เข้าเรียน ที่สแตนฟอร์ดได้ จำได้ ว่าเมื่อเห็น ซองตอบรับ (ซอง ขนาดใหญ่) ของมหาวิทยาลัย เราหวีดลั่น ที่ที่ทำการ ไปรษณีย์ ของโรงเรียน รีบวิ่ง กลับหอ พักมา โทรศัพท์ บอกข่าวดี แก่พ่อและแม่ เราตัดสินใจ ยืนยัน การเข้าเรียนใน ทันที และตั้งแต่ นั้นมา ก็ได้รับ เอกสาร มากมาย จากมหาวิทยาลัย เพื่อ ศึกษา และกรอก ข้อมูล กลับไป

ตลอดช่วง ปิดภาคฤดูร้อน พ่อและแม่ ได้รับจดหมาย ติดต่อ จากผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ทั้งอธิการบดี รองอธิการบดี ฝ่ายต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบการ ลงทะเบียน หอพัก อาหาร ฯลฯ มากมาย แสดง ความยินดี ก็มี ให้ความมั่นใจ แก่ผู้ปกครอง ในเรื่องคุณภาพ ทาง วิชาการ ก็มี รวมทั้ง สอบถาม ความคาดหวัง และ ความต้องการ ต่าง ๆ รุ่นพี่ ที่เป็นนักเรียน ต่างชาติ ก็มี จดหมาย มาต้อนรับ และนัดแนะ กิจกรรม ที่เรา จะได้ พบกัน จำได้ว่า กว่ามหาวิทยาลัย จะเปิดเรียน ฉันมีอะไร ต้องศึกษา ต้องเตรียม ต้องทำ มากมาย รวมทั้ง นับวัน รอนานมากกว่า มหาวิทยาลัย จะเปิด

ความเป็นมาของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ได้ชื่อ มาจาก ผู้ก่อตั้ง คือ วุฒิสมาชิก ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด และภรรยา ได้ก่อ ตั้งมหาวิทยาลัย แห่งนี้ เพื่อเป็น อนุสรณ์ แด่บุตรชาย คนเดียวคือ ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด จูเนียร์ ซึ่งเสียชีวิต ด้วยไข้ไทฟอยด์ เมื่อปี 1884 ด้วยอายุ 15 ปี เท่านั้น มหาวิทยาลัย เริ่มก่อสร้าง ในเดือน พฤษภาคม 1887 ในที่ดิน กว้างใหญ่ประมาณ 2 หมื่นไร่ (8,847 เอเคอร์) ที่ พาโล อัลโต ฟาร์ม (ชื่อที่รู้จัก กันอีก ชื่อ หนึ่งของมหาวิทยาลัย คือ The Farm) อยู่ห่าง จากซานฟรานซิสโกไป ทางตะวันออก เฉียงใต้ ประมาณ 35 ไมล์ และเริ่ม การเรียน การสอน เมื่อ 1 ตุลาคม 1891 มหาวิทยาลัย เจริญเติบโต จนเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อ เสียง ของสหรัฐ หรือของโลก ก็ว่าได้ ตลอด 107 ปีที่ ผ่านมา ปัจจุบันมี นักศึกษา ที่กำลัง เรียน อยู่ประมาณ 14,000 คน เป็น นักศึกษา ปริญญาตรี ประมาณ 6,500 คน นอกนั้น เป็นระดับ ปริญญาโท และเอก โดยรับ นักศึกษา จากทุก ประเทศ ทั่วโลก มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ดมี 7 คณะวิชา คือ Graduate School of Business, School of Earth Sciences, School of Education, School of Engineering, School of Humanities and Sciences, School of Law และ School of Medicine การเรียน การสอน เป็นระบบ 3 ภาคเรียน (ไม่รวม ภาคฤดูร้อน) ค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน ที่พัก อาหาร ประกันสุขภาพ หนังสือ หนังสือ เรียนและ ค่าใช้จ่าย ส่วนตัว ประมาณ ปีละ 35,000-40,000 เหรียญ สหรัฐ สำหรับ ปริญญาตรี และสูงขึ้น สำหรับ ระดับบัณฑิต ศึกษา ทั้งนี้ แล้วแต่ คณะวิชา ที่เรียน

สแตนฟอร์ด มีอาจารย์ ประมาณ 1,500 คน ประมาณ หนึ่งใน สี่ ของอาจารย์ เหล่านี้ เป็นผู้ ที่ได้ รับรางวัล สำคัญ ๆ ของประเทศ และ เป็นสมาชิก ในสมาคม สำคัญ ๆ ทาง วิชาชีพ รวมทั้ง อาจารย์ ที่ได้รับ Nobel Prize ถึง 11 คนด้วย

ชีวิตนักศึกษาในช่วงแรก

นักศึกษาปีที่หนึ่ง จะต้องเดินทาง เข้ามหาวิทยาลัย ก่อนการ เปิดเรียน ปกติ ประมาณ 1 สัปดาห์ ฉันเดินทาง มาเข้า มหาวิทยาลัย ตามลำพัง มีป้าแกลดีส เพื่อนพ่อ ไปรับ ที่สนามบิน และพาไป ส่งเข้า หอพัก ที่นั่น ฉันพบ เพื่อนร่วมห้อง เป็นชาวอเมริกัน บ้านอยู่ไม่ไกล จาก มหาวิทยาลัย เท่าใดนัก เธอเป็น คนน่ารัก โอบอ้อมอารี และเป็นนัก อนุรักษ์นิยม

ฉันยอมรับว่า ตื่นเต้น และกังวลใจ ในเรื่อง การเรียน ไม่น้อย เพราะรอบตัว มีแต่ คนเก่ง ชั้นหัวกระทิ ทั้งนั้น แม้ครูอาจารย์ จากโรงเรียน มัธยม พ่อแม่ และพี่ ๆ คนไทย ที่เรียน อยู่ก่อน จะให้ ความมั่นใจ และ กำลังใจ มาตลอด แต่ความรู้สึก หวาดหวั่น มันเกิดขึ้น อย่างช่วย ไม่ได้จริงๆ

แม้ฉันจะพลาดโอกาส ร่วมกิจกรรม ต้อนรับ น้องใหม่ ของพี่ ๆ ชมรม นักเรียน นานาชาติ ที่จัดขึ้น ก่อนการ ปฐมนิเทศ เพราะไม่สามารถ เปลี่ยน ตั๋วเครื่องบิน ให้เดินทางเร็ว ขึ้นได้ แต่จากการ สอบถาม เพื่อนที่ มาก่อน ทราบว่า พี่ ๆ นักเรียน ต่างชาติ จะเชิญน้องใหม่ มารู้จัก รุ่นพี่ที่ มาจาก ประเทศ เดียวกัน หรือ ที่เป็น นักเรียน ต่างชาติ เหมือนกัน เพื่อให้ คำแนะนำ ในเรื่อง การปรับตัว ให้เข้า กับวิถี ชีวิตแบบอเมริกัน และให้ คำแนะนำ ในเรื่อง การเรียน ในสาขา วิชาต่าง ๆ ทั้งนี้ เพราะ น้องใหม่ บางคน อาจจะ เพิ่งเข้า มาเรียน ในสหรัฐ เป็นครั้งแรก การปรับตัว ที่ดีย่อม แก้ปัญหา สำคัญ ๆ ได้หลายอย่าง กิจกรรม รับน้อง มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ให้เกิด ความอุ่นใจ ไม่ว้าเหว่ ปรับตัว ได้ดี และพึ่งตนเองได้ การกลั่น แกล้ง ทำร้าย กันให้ บาดเจ็บ หรืออับอาย ไม่มีเลย ไม่มีใคร บังคับ จิตใจ ใคร เพราะที่นี่ เป็นเรื่อง ผิดกฎหมาย บ้านเมือง และเสี่ยง ต่อการถูกฟ้อง ร้องเรียก ค่าเสียหาย น้องใหม่ จะได้รับ ความช่วยเหลือ ในเรื่อง การพา ไปสมัคร สอบขับรถ ขอใบขับขี่ ขอใบอนุญาต การทำงาน และใบ ประกันสังคม ซื้อจักรยาน ไปธนาคาร ศูนย์การค้า ไปรษณีย์ รวมทั้ง การใช้รถ โดยสาร ประเภท ต่าง ๆ เพื่อ เข้าเมือง ฯลฯ น้องใหม่ จะได้ พี่ ๆ คอยดูแล ประจำตัว 2 คน อาจเป็น เพศเดียว กันทั้ง สองคน หรือคนละเพศ ก็ได้ แม้ฉันจะไป ทีหลัง ฉันก็ได้ พี่ 2 คน ซึ่งเรียกว่า "Sib family" ไว้คอย ให้ความช่วยเหลือ เมื่อฉัน มีปัญหา พี่สาว ของฉัน เป็นสาว ฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อ มากลาย เป็นเพื่อนสนิท ในกลุ่มของฉัน ส่วนพี่ชาย เป็นชาวสิงคโปร์ น่ารัก มีน้ำใจ พักอยู่ หอพัก ใกล้ ๆ กัน ฉันเคย เดินไป ขอแรง ยกเตียงสอง ชั้นลงมา เพราะเพื่อนฉัน ไม่ชอบนอน ที่สูง เขาก็มา บริการ ให้ด้วย ความเต็มใจ พี่ทั้งสอง จะหา โอกาส พาไป เที่ยวบ้าง หรือมิฉะนั้น ก็กินข้าวด้วยกัน เพื่อรักษา สภาพ ความเป็น พี่น้อง ที่มี ความห่วงใย ต่อกัน และเพื่อช่วย กันแก้ปัญหา (ถ้ามี) ก่อนจะ สายเกินไป

บรรยากาศในหอพัก ซึ่งตอนปีแรก ฉันอยู่หอพัก Lagunita ซึ่งคลาคล่ำ ไปด้วยน้องใหม่ เป็นส่วนใหญ่ แน่นอน ต้องมีเสียงเจี๊ยวจ๊าว อึกทึก ของหนุ่มสาว หน้าใหม่ ใสปิ๊ง ซึ่งพก เอาความภาคภูมิใจ เต็มกระเป๋า เข้ามาด้วย หน้าใส ๆ เหล่านี้ จะหมองคล้ำ ลงไป ทีละน้อย หลังจาก เผชิญ การเรียน ที่หนักหน่วง อย่างที่ไม่ได้ คาดมาก่อน หอพัก ส่วนใหญ่ เป็น สหศึกษา หญิงชาย อยู่ในหอ เดียวกัน (ไม่ใช่ห้องเดียวกัน) ห้อง ของฉัน จึงขนาบข้าง ด้วยห้อง นักศึกษาชาย รวมทั้ง ห้องที่อยู่ ตรงข้าม ด้วย แรก ๆ ก็รู้สึก ขัดเขิน พอควร แต่ช่วงระยะ เวลาสั้น ๆ ฉันก็รู้สึก ว่าผู้ชายที่ เดินขวักไขว่ อยู่รอบตัว ก็คือ เพื่อน หรือพี่น้อง ของเรา ซึ่ง บางคน ก็น่ารัก เป็นมิตร มี ความเกรงใจ แต่ บางคน ก็ตรง กันข้าม

หอพักจะมีห้องพัก ของอาจารย์ ประจำ หอ ซึ่งท่านไม่ได้ มี บทบาท อะไร มากนัก และมี รุ่นพี่ เป็น หัวหน้า หอ 2-3 คน ช่วยดูแลใคร มีปัญหา ก็พบได้ นักศึกษา ไม่ถูก ควบคุม โดยอาจารย์ ประจำหอ ใครจะ เข้าออก หอพัก เมื่อใด ก็ได้ จะจัด ห้องอย่างไร ก็ได้ แต่ก็มีกฎเกณฑ์ หรือ ข้อสังเกต เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เรา พิจารณา เพราะรัฐ แคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐ ที่มี แผ่นดินไหว เสมอ ฉะนั้น เพื่อความ ปลอดภัยของเรา จะต้อง ระมัดระวัง เอาเอง เช่น ไม่ตอกตะปู ที่ผนัง หรือทำ ความเสียหายให้ อาคาร ไม่วาง ของหนัก ของมีคม และแตกหัก ได้ไว้ บนหิ้งสูง ๆ ฯลฯ เป็นต้น พวกเรา ไม่ถูกกวดขัน เหมือน เมื่อสมัย อยู่ประจำ ในโรงเรียน มัธยม เราหลายคน จึงสำลัก ชีวิต อิสระ และมีความสุขกับ ชีวิตที่นี่ อย่างมาก

ในหอพัก จะมีเครื่อง อำนวย ความสะดวก ทั้งหลาย ทั้งปวง ครบครัน และอยู่ใน สภาพดี ห้องน้ำ-ส้วม ชายหญิง แยกกัน มีอยู่มาก ครบทุกจุด ทุกชั้น พร้อม พนักงาน ทำความ สะอาด ให้ด้วย นอกจาก นี้ก็มี ห้องซักรีด ห้องนั่งเล่น ดูทีวี รับแขก ห้องดูหนังสือ ลานจอดรถยนต์ รถจักรยาน ที่สำคัญ ที่สุด ๆ คือ ห้องอาหาร ซึ่งจะ ต้องจ่าย ค่าอาหาร เป็นราย ภาคเรียน นักศึกษา จะใช้ บัตรนักศึกษา แทนค่าอาหาร แต่ละมื้อ และแทนสิทธิ์ ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย บัตรประจำ ตัวนักศึกษา จึงเป็น สมบัติ ที่มีค่า และสำคัญ ที่สุด ที่ต้องเก็บ รักษา ไว้อย่างดี

อาหารที่บริการในหอพักแต่ละหอ จะไม่เหมือนกัน อาหาร ที่เสิร์ฟ มีความหลากหลาย ให้เลือกได้ ทั้งอเมริกัน จีน อิตาเลียน เม็กซิกัน วันดี คืนดี จะมี "Thai Pasta" โผล่มา ให้ตกตะลึง เพราะนอก จากจะกลืน ไม่ลง แล้ว ยังทำให้ ชื่อเสียง อาหารไทย เสียหาย อีกด้วย เมื่อขึ้นปีสอง ได้อยู่ หอพัก ในกลุ่ม Florence Moore ที่ตึก Cardinal หอกลุ่ม นี้เรา เรียกสั้น ๆ ว่า Flomo ใคร ๆ ก็อยากอยู่ หอนี้ เพราะมี ความพิเศษ ตรงที่ ผู้บริจาค คือ Florence Moore กำหนด ให้ต้องมี ไอศกรีม เสิร์ฟ เป็นของหวาน แก่นักศึกษา วันละ สองมื้อ (กลางวัน-เย็น) และ อาหารอื่น ๆ ก็ดี มากด้วย

ปีนี้ ฉันเป็นผู้ใหญ่ ขึ้นหน่อย ได้อยู่หอ Schiff ซึ่งอยู่ไกล สุดโต่ง ใกล้กับ นิสิต ปริญญาโท-เอก หอพัก ค่อนข้างเล็ก มีแค่ 90 คน ห้องอาหาร ที่นี่ เป็นที่ ล่ำลือ ว่างดงาม หยดย้อยนัก อาหารก็ดี

หากนักศึกษาไม่ชอบอาหารในหอ ก็ไปหา แซนด์วิช อร่อย ๆ ที่ Tresidder Union หรือขี่จักรยาน ออกไป ข้างนอก ตามถนน University Avenue ประมาณ 2-3 ไมล์ (10 นาที) ก็จะมี ศูนย์การค้า เล็ก ๆ ที่มี อาหาร นานาชาติ ขาย ราคา พอซื้อกินได้ ถ้าอยากจ่าย เงิน มาก ซื้อของดี สวยงาม ยั่วใจ ก็นั่งรถเมล์ ของมหาวิทยาลัย ไปที่ Stanford Shopping Center ซึ่งอยู่ ไม่ไกลนัก

แม้ว่านักศึกษาที่นี่ จะเป็นนักเรียนทุน และมีฐานะ ร่ำรวย เป็นส่วนใหญ่ และที่นี่ ก็มีบริการ ต่าง ๆ ระดับ ยอดเยี่ยม ให้จับ จ่ายใช้ สอย แต่ฉัน ประทับใจ กับเพื่อน ๆ ในหอ ที่ใช้ชีวิต ประหยัด ไม่ลุ่มหลง กับค่านิยม ฟุ่มเฟือย ไม่ยึดติด กับแฟชั่น หรือยี่ห้อ ราคาแพง ปรัชญา ความงาม ของพวกเรา อยู่ที่ แต่งง่าย ๆ พอดี มีความมั่นใจ ในตนเอง พวกเรา จึงมีชีวิต เรียบง่าย น่านิยม จริง ๆ

การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

กิจกรรมสำคัญที่เป็นประโยชน์ มากสำหรับ นักศึกษาปีที่ 1 จะได้ รับจดหมาย เชิญให้ร่วม กิจกรรม ปฐมนิเทศ (ใครจะไป ร่วมก็ได้ ไม่บังคับ แต่ก็จะมี ปัญหามาก ภายหลัง) มหาวิทยาลัย จะแจก เอกสาร ให้ศึกษา ล่วงหน้า ว่า สัปดาห์ ปฐมนิเทศ นี้จะมี กิจกรรม อะไรบ้าง นักศึกษา อาจจะ ไม่เข้าร่วมทุก กิจกรรม ก็ได้ แต่จะเลือก เข้าร่วมใน กิจกรรม ที่ตน สนใจ ใคร่รู้ กิจกรรม หลัก ๆ จะเกี่ยวกับ การกล่าว ต้อนรับ ของอธิการบดี เกราด คาสเปอร์ (Gerhard Casper) และผู้บริหาร คน สำคัญ ๆ จะให้ คำแนะนำ ในเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กิจกรรม แนะแนว การเรียน วิชาชีพสำคัญ ๆ เช่น เตรียมแพทย์ กฎหมาย วิศวกร ฯลฯ นอกจากนี้ จะมี Activity Fairs ซึ่งชมรม ต่าง ๆ จะมาตั้งโต๊ะ เป็นแถวยาวเหยียด พร้อมทั้ง นิทรรศการ เล็ก ๆ เพื่อ รับสมัคร สมาชิกใหม่ หรือให้คำ อธิบาย เกี่ยวกับ กิจกรรม ของชมรม แก่ผู้สนใจ นักศึกษา จะสมัคร กี่ชมรม ก็ได้ การติดต่อ นัดหมาย ใด ๆ จะผ่านทาง e-mail

กิจกรรมปฐมนิเทศ มีความหลากหลาย และใช้เวลา หลายวัน จุดประสงค์ ก็เพื่อสร้าง ความคุ้นเคย ความเข้าใจ ในการ ใช้ชีวิต นักศึกษา ที่นี่ กิจกรรม บางอย่าง ก็จัดใน ตอนค่ำ โดยมี การแสดง เป็นองค์ประกอบ จูงใจ กิจกรรม "Faces of the Community" ในปีนั้น มหาวิทยาลัย เชิญ บุคคล ที่อยู่ ในชุมชน หลายคน มาพูด ให้นักศึกษา ฟังถึงชีวิต ของเขาใน ชุมชน แห่งนี้ ท่านหนึ่ง เป็นอาจารย์ เก่าแก่ อยู่มานาน คือ เป็นนักศึกษา ตั้งแต่ ระดับ ปริญญาตรี ถึงเอก ทำงาน ตั้งแต่ เป็นผู้บรรยาย ธรรมดา จนเป็น ศาสตราจารย์ และผู้บริหาร ท่านไม่เคยจากมหาวิทยาลัย ไปนาน เกิน 3 สัปดาห์ (ต่อมาท่านนี้ ได้สอนฉันด้วย) วิทยากร คนที่สอง เป็นนักฟุตบอล คนสำคัญ คนที่สาม เป็นคนที่ ช่วยงานสังคม สงเคราะห์ มีกิจกรรม ช่วย ชุมชน มากมาย วิทยากร บางคน ก็เป็น คนธรรมดา มีความสุข กับชีวิตสมถะ เรียบง่าย ฯลฯ ทุกคน จะเล่าชีวิต ความ สำเร็จ และการแสวงหา ความสุข ในชีวิต ของเขา ซึ่งแสดง ให้เห็นถึง วิถีชีวิตที่ หลากหลาย และความโดดเด่น ที่แตกต่าง กันไป แต่ทุกคน ก็อยู่ ร่วมกัน ได้ใน ชุมชน แห่งนี้ อย่างกลมกลืน และสร้างสีสัน ที่งดงาม ให้กับชุมชน ของเรา กิจกรรม นี้จบ ลงด้วยการ แสดงร้องเพลง ที่ใช้ ดนตรี (A Cappella) และการตี กลอง ญี่ปุ่น (Taiko) ซึ่งฉัน ประทับใจ มาก และยัง จดจำ อยู่ จนทุก วันนี้

กิจกรรม ตอนค่ำ ที่เป็นประโยชน์ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การ แสดงละคร และการสอดแทรก ความรู้ใน หัวข้อ "Sex in the Nineties" ซึ่งสอน ให้เรา เข้าใจว่า การล่วง ละเมิด ทางเพศ (Sexual Harassment) นั้นครอบคลุม ในเรื่องใด นักศึกษา ต้องระมัดระวังอย่างไร จึงไม่อยู่ใน ข่ายนี้ ควรป้องกัน อย่างไร เมื่อเผชิญ กับเรื่องนี้ จะต้องจัดการ อย่างไร กิจกรรม ลักษณะ นี้มีมากมาย แต่อยาก บอกความรู้สึก ซาบซึ้งที่ มหาวิทยาลัย บรรจง จัดอย่าง ทุ่มเทพลังงาน และเวลาได้ ยิ่งใหญ่ มาก และเป็น ประโยชน์ จริง ๆ

ในช่วงสัปดาห์นี้ เราจะมีความรู้สึก เป็นนักศึกษา ที่สมบูรณ์ ขึ้นที ละน้อย ๆ เพราะเรา จะได้ รับบัตรประจำตัว นักศึกษา รหัสตู้ ไปรษณีย์ ส่วนตัว กรอก แบบฟอร์ม เพื่อ ขอข่าย e-mail วันสุดท้าย อาจารย์ ที่ปรึกษา จะมา เรียกหาเรา ที่หอพัก แล้วพา ไปนั่ง รวมกัน ที่มุมหนึ่ง เพื่อทำ ความรู้จัก และให้ คำแนะนำ พร้อมตอบ คำถาม ที่สำคัญ ๆ อาจารย์ ที่ปรึกษา ท่านนี้ จะดูแล ให้คำปรึกษา ตลอดไป จนกว่า นักศึกษา ปี 1 จะเลือก วิชาเอก ได้แน่นอน แล้ว คณะวิชา ที่นักศึกษา เลือกก็จะจัด อาจารย์ ที่ปรึกษา ให้ใหม่ ก็มีบางคน เหมือนกัน ที่รัก อาจารย์ ที่ปรึกษา คนแรก และยังคง รักษา ความสัมพันธ์ ไว้แม้ จะมี อาจารย์ ที่ปรึกษา ใหม่ แล้วก็ตาม

อาจารย์ที่ปรึกษา

อาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อครั้งเรียน ปีที่ 1 ชื่อ Professor Umran Inan ชายวัย กลางคน หน้าตา ออกแขก ๆ เข้ม ๆ ท่านเป็นอาจารย์ ใจดี มาก ๆ หน้าตา ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ท่านเป็น ศาสตราจารย์ ทางวิศวกรรมไฟฟ้า มีชื่อเสียง มากทาง ด้าน Electromagnetic Wave วันดี คืนดี ท่านจะพา พวกเรา ที่อยู่ ในความดูแล ประมาณ 9-10 คน ไปรับประทาน อาหาร หรูหรา ชั้นดี นอกมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งท่านพา ไปภัตตาคาร อาหารทะเล โดยอนุญาต ให้สั่งได้ เต็มที่ ท่านบอก งบประมาณนี้ มหาวิทยาลัย ให้มา ไม่ต้องห่วง ได้ยิน ดังนั้น แล้วเหมือน "เตี่ยสั่งลุย" ฉันฉลอง ศรัทธา ของมหาวิทยาลัย ด้วยอาหาร หลายอย่าง รวมทั้ง หอยนางรม จานใหญ่ ๆ อย่าง เอร็ดอร่อย ท่านนั่ง มองฉันด้วย สายตา ขบขัน ทำนอง ตัวเล็ก แต่กินจุ ออกจะแปลกใจ ว่าเหตุใด จึงไม่ สั่งกุ้ง ปลา อย่าง คนอื่น มื้อนั้น ฉันอิ่ม ไปนานหลัง จากนั้น ท่านก็ไม่ได้ พาฉันไป รับประทานอาหาร ข้างนอกอีก ไม่ทราบ เพราะฉันทำ ให้มหาวิทยาลัย เสียเงิน มากไป หรือเป็น เพราะท่าน ต้องพา น้องใหม่ที่ท่าน ดูแล อยู่ไปแทน

การเรียนการสอน

นักศึกษาทุกคน จะได้รับ แจกเอกสาร หลักสูตร (Bulletin) และคู่มือ ต่าง ๆ ตั้งแต่ ต้นปี การศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้ จ่ายเพียงแสดง บัตร นักศึกษา นักศึกษา จะศึกษา ด้วยตนเอง ภายใต้ ความช่วยเหลือ ของ พี่ ๆ และอาจารย์ ที่ปรึกษา การลงทะเบียน เรียนทำได้ ทางคอมพิวเตอร์ แต่ต้อง ไปชำระเงิน ที่แผนกทะเบียน การเรียน การสอน ในมหาวิทยาลัย แห่งนี้ (และมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ ในสหรัฐ) มีความแตกต่างจาก มหาวิทยาลัย ของไทย ตรงที่ นักศึกษา ทุกคน แม้จะ ต้องการ เรียนสาขา วิชาใด อยู่ในใจ แล้วแต่ ไม่จำเป็น ต้องแจ้ง มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ แรกเข้า นักศึกษา สามารถ เลือกเรียน วิชาพื้นฐาน บังคับ และวิชา ที่เกี่ยวข้อง กับสาขา ที่อยากเรียน ไปก่อนได้ เมื่อแน่ใจ จึงแจ้ง มหาวิทยาลัยว่า จะเลือก วิชาเอกใด คณะใด ซึ่งอาจจะแจ้ง ตอนปลายปี 1 ต้นปี 2-3 ก็ได้ เมื่อเลือก วิชาเอก แล้ว พบว่า ไม่พอใจ หรือไม่เหมาะ กับความถนัด ของตน อยากจะเปลี่ยน เป็นวิชาเอก อื่นก็ทำได้ ไม่ใช่ เรื่องคอขาด บาดตาย หรือต้องลาออก ไปสมัครเรียนใหม่ เพียงแจ้ง ให้ภาควิชา ใหม่ทราบ แล้วมา ลาออก จากภาค วิชาเดิม จากนั้น จึงแจ้ง แผนกทะเบียน เพื่อปรับ ข้อมูล ทะเบียน ประวัติ ของตน เท่านั้น ก็เสร็จ

นักศึกษาที่เรียน วิชา ทางสังคมศาสตร์ เราเรียกกัน ว่าเป็นพวก "Fuzzies" ส่วนพวก ที่เรียน ทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า "Techies" นักศึกษา บางคน จะเลือกเรียน วิชาเอก 2 วิชาก็มี อาจจะ เป็นประวัติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ (สังคมศาสตร์ ทั้งคู่) หรือ วิศวกรรมไฟฟ้า กับเศรษฐศาสตร์ (วิทยาศาสตร์+สังคมศาสตร์) หรือสนใจ จะเรียน วิชาเอก (major) และวิชาโท (minor) ควบกัน ไปก็ได้ เช่น วิศวกรรม เคมี กับวิศวกรรม เครื่องกล เป็นต้น เพื่อนสนิท คนหนึ่ง เธอเรียนวิชา เอกวิศวโยธา วิชาโท ดนตรี เธอใช้เวลา 5 ปี จึงจบปริญญาตรี จะเห็นว่า สแตนฟอร์ด เปิดโอกาส กว้างมาก เพื่อให้ นักศึกษา แสวงหา ทางเลือก และประสบ ความสำเร็จ ในทางเลือก ของตนเอง ให้ได้ นักศึกษา สามารถ ออกแบบ หลักสูตร ที่ตนเอง อยากจะเรียน ได้ โดย ปรึกษา อาจารย์ ที่ปรึกษา และแจ้ง คณะวิชา กับแผนกทะเบียน เพื่อ ขออนุมัติ ที่นี่ ไม่มีใคร สำคัญ และยิ่งใหญ่ ไปกว่า นักศึกษา ทุกคนจะ ให้ ความร่วมมือ และช่วยเหลือ ด้วยดี

บรรยากาศในห้องเรียน

เมื่อเปิดเรียนวันแรก อาจารย์ประจำวิชา จะแนะนำ ตัวสั้น ๆ อย่างเรียบง่าย ไม่มีใครเอ่ย ถึงเกียรติประวัติ ความเก่งกล้า ของตนหรือ ครอบครัว ไม่เอ่ย แม้กระทั่ง ว่าสำเร็จ การศึกษา มาจาก ที่ใด อาจารย์ จะแจก เอกสาร คู่มือ การเรียน ประจำวิชา (Syllabus) ซึ่งจะให้ข้อมูล เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ ของวิชา เนื้อหา ที่ต้องเรียน หนังสือ ที่ต้องอ่าน กิจกรรม การเรียน อย่างละเอียด ต้องทำอะไร เสร็จเมื่อใด สอบเมื่อใด การประเมินผล และตัดสิน ผลการเรียน อย่างไร ฯลฯ สิ่งที่ลืม ไม่ได้คือ ช่วงเวลา ที่จะไป พบอาจารย์ได้ ห้องอาจารย์ อยู่ที่ไหน หาก ฉุกเฉินจะ ติดต่อ อาจารย์ได้ อย่างไร ความรับผิดชอบ ใด ๆ ที่ เป็น ของนักศึกษา ต้องศึกษา และจดจำ ให้ดี เพราะไม่มี อาจารย์ ท่านใดจะมานั่ง ทวงถาม การบ้าน หรือย้ำ เรื่องการสอบ และไม่รับ ฟังข้อแก้ตัวใด ๆ ทุกอย่าง ดำเนิน ไปตาม ข้อตกลง

ขนาดของชั้นเรียนจะแตกต่างกันไปตามลักษณะวิชา วิชาบังคับ ทั่วไป จะมีขนาดใหญ่ วิชาเลือก วิชาเอก ก็จะมี ขนาดเล็กลง ชั้นเรียนขนาดเล็ก ที่เคยเรียน คือวิชา Seminar on Energy Processes สำหรับ นักศึกษาปีที่ 1-2 มีเพียง 8 คน เท่านั้น แต่เพื่อน คนหนึ่ง ก็ยัง อุตส่าห์นั่งหลับได้ ชั้นเรียน บางชั้น ก็มีเพียง 20-30 คน ซึ่ง จำนวน นักศึกษา ขนาดนี้ ทำให้ เราสามารถ ซักถาม โต้ตอบ อาจารย์ได้ และอาจารย์ จะรู้จัก ลูกศิษย์ ทั้งหมด แต่ชั้น ขนาดใหญ่ เช่น Chemical Principles (300 กว่าคน) หรือ Economics I ของ Professor Taylor ซึ่งมีคนชอบ เรียนมากถึง 500-600 คน (เปิดสอน ปีละครั้ง) เพราะผู้สอน มีชื่อ เสียง และสอนดีมาก การสอนชั้น ขนาดใหญ่ นักศึกษา กลุ่มเล็ก ๆ 10-15 คน จะมี ผู้ช่วยอาจารย์ (TA) สอนซ้ำ ให้อีก เวลาหนึ่ง เพื่อให้นักศึกษา ได้แสดง ความคิดเห็น ได้ทั่วถึง หรือช่วย อธิบายงาน การบ้านให้ ฯลฯ การจัด TA ให้ บางครั้ง ก็มีปัญหา เหมือนกัน เพราะ บางคน สอนดี มีเวลา ให้มาก บางคน ก็ตรงกัน ข้าม TA มีหน้าที่ ช่วย ตรวจการบ้าน ตรวจข้อสอบ และตัดสินผลด้วย

การสอนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ต้องใช้อุปกรณ์การสอนทันสมัย ช่วยเป็น ธรรมดา ทั้งเครื่องฉาย เครือข่าย คอมพิวเตอร์ หรือ โทรทัศน์ วงจรปิด ส่วนอุปกรณ์ การสอน ดั้งเดิม ยังใช้อยู่ เช่น กระดาษขาว หน้าห้อง ยืดหด ได้ตาม ต้องการ ชอล์ก ชิ้นโต เท่ากระบอก ไฟฉาย เขียน แล้วโตเบ้อเริ่ม เห็นชัดแจ๋ว เลย อาจารย์ ทุกคน สอนคล่องแคล่ว ไม่มี ติดขัด มีลำดับ ขั้นตอนที่ดี แต่จะสอนดี อย่างไร นักศึกษา ในชั้น ขนาดใหญ่ ก็อาศัย ห้องเรียน เป็นที่งีบหลับ กันไม่น้อย ซึ่งอาจารย์ ไม่สนใจ ขอให้มี งานมาส่ง และทำสอบ ให้ได้ ก็แล้วกัน

วิธีการสอนของอาจารย์จะขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ของวิชา วิชาทางกลุ่ม Techies ที่ฉันเรียน อยู่จะเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ในปีแรก ๆ จะเกี่ยวกับ การทำ ความเข้าใจ สูตรทฤษฎี และกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ งานที่ได้ คือ แบบฝึกหัด การประยุกต์ ใช้สูตรใน สถานการณ์ ต่าง ๆ การทดลอง การสังเกตุ และสรุป ความหมาย ของ กฎเกณฑ์ ส่วนวิชา ในกลุ่ม Fussies นักศึกษา ต้องมีส่วนร่วม ในชั้น โต้แย้ง แนวคิดของอาจารย์ หาเหตุผล ข้อมูล มาอ้าง ให้มีน้ำหนัก การเรียน วิชาในกลุ่มนี้ ยิ่งเถียง ยิ่งสนุก อาจารย์ชอบ ไม่โกรธเคืองกัน ตราบใด ที่นักศึกษาใช้ความคิด และให้แนวคิดใหม่ ทุกคนรับได้ ไม่มีใครว่า ความคิด ของใคร ถูกผิด รู้แต่ ว่าความคิดใหม่ เปิดประตู ไปสู่ การค้นคว้า พิสูจน์ และภาพใหม่ ๆ ดังนั้น ชั้นเรียน ทางสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ จึงสนุก แต่การค้นคว้า คิดค้น ของกลุ่ม วิทยาศาสตร์ ก็เป็นลักษณะ คมในฝัก ไม่ค่อย ต้องพูดพล่าม ทำเพลง อะไรกันมาก ดังนั้น เมื่อฉันต้อง ไปเรียน กับกลุ่ม Fuzzies บางที ฉันก็รำคาญ พวกที่พูด ไม่รู้หยุด เหมือนกัน

การบ้านคือ ภาระหนักหนา ของพวกเรา ที่รบไม่ค่อย จะชนะ ดังนั้น เมื่อถึง คราวจวนตัว เราจะดูว่า การบ้านวิชาใด จะนำ ไปคิดในการ ตัดสินผลการเรียนบ้าง และน้ำหนัก มากน้อย เพียงใด แล้วเลือกทำ การบ้าน "ราคาแพง ๆ" ก่อน ถ้าการบ้าน มีราคาแพง ทุกวิชา เราก็จะ ทำตัว เป็นมนุษย์เหล็ก คือกินอย่างเดียว ไม่ต้องนอน เหมือน นักศึกษา คนอื่นๆ อีกหลายคน ยังไง ก็ต้องทำ ให้เสร็จ และส่ง ให้ทัน คะแนนคือ ทรัพย์สิน ที่ต้อง สะสม ไว้กันเหนียว เผื่อตอน สอบไล่ เกิดพลาดพลั้ง ขึ้นมา

การบ้านที่ทำส่งจะได้รับคืน ในสัปดาห์ ต่อมา เป็นส่วนใหญ่ พร้อมทั้ง คะแนน รายข้อ รายตอน อย่างชัดเจน มีเกรด ให้พร้อม ทั้ง คำแนะนำ ชมเชย ยาว ๆ หรือ ขำ ๆ ก็มี ถ้าเรารู้สึก ว่าอาจารย์ ไม่เข้าใจ วิธีการ ของเรา ให้คะแนน ไม่เป็นธรรม ตรวจผิด ก็ไปพบ เพื่อชี้แจง ได้ ถ้าเรา มีเหตุผล และสามารถ ชี้ให้อาจารย์ เห็นประเด็น ใหม่ ๆ แนว ทางพิสูจน์ ใหม่ ๆ ได้ เราก็ได้ คะแนน เพิ่ม

สิ่งที่ชอบมากจากการคืนการบ้าน ก็คือ อาจารย์ให้ ความเห็น เกี่ยวกับงาน ของนักศึกษา โดยให้เวลา ในการวิเคราะห์ และเขียนความ คิดเห็น ยาว ๆ เช่น ในวิชา Writing อาจารย์ จะวิเคราะห์ สไตล์ การเขียน (ดีมาก ดี แปลก หรือน่าสนใจ น้อยไป หน่อย) เนื้อหา ที่แสดง ไว้ถูกผิด ตรงประเด็น หรือไม่ การขยายความ ครบถ้วน หรือไม่ การวิพากษ์ วิจารณ์ หนักแน่น เพียงพอ หรือไม่ หรือน่าจะ นำเสนอ ตัวอย่าง ที่ชัดเจน กว่านี้ เช่น อะไรบ้าง หรือประเด็น ที่พูดถึง นี้ดี และสำคัญมาก สามารถขยาย เป็นหัวข้อใหม่ ได้อีก ข้อหนึ่ง ลงท้าย จะเป็น ความเห็นด้วยหรือไม่กับ ความคิดของเรา กับงานเขียน หรืองานวิจัย ขั้นนี้ ของเรา ในวิชานี้จำได้ว่า เราวิเคราะห์ Comedy and Conflicts เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้อง กับเรื่อง ขำขันลึก ๆ ของอเมริกัน สิ่งที่เราเขียน บรรยาย และรู้สึกว่า ขบขันนั้น แสดงถึง ความไม่เข้าใจ ในวัฒนธรรมตลกของอเมริกัน ในส่วนนั้น อาจารย์ อ่านแล้วก็ได้แนวอภิปราย เพิ่มเติมในชั้นเรียน ในประเด็นที่ว่า คนที่อยู่นอกวัฒนธรรม เขาคิดอย่างไร อาจารย์เขียนไว้ว่า ข้อเขียนของ เราให้ภาพ และสีสัน อีกแง่หนึ่ง ขออนุญาต อ่านในห้องเรียน เพื่อเป็น ตัวอย่าง ในเรื่องนี้ ได้หรือไม่ ฉันชอบความเห็น ที่อาจารย์เขียน ในการบ้าน ทุกชิ้น ทุกวิชา แม้จะเป็นการติติงบ้าง เราก็พอใจ อ่านแล้ว เบิกบาน ได้เรียนรู้ ได้ระมัดระวัง และปรับปรุง งานชิ้นต่อไป ให้ดีขึ้น

อาจารย์ทั้งหมดเป็นคนที่มีความรู้ดี สอนดี มีความรับผิดชอบ และเข้าใจ ความคาดหวัง ของนักศึกษา สิ่งเหล่านี้คือ คุณสมบัติสำคัญที่ เราอยากได้ จากอาจารย์ ขอเล่า ถึงอาจารย์ ที่ฉันรักมาก ท่านหนึ่งคือ Professor Christopher Edwards หนุ่มใหญ่วัย 40 เศษ ๆ ซึ่งสอนวิชา Thermodynamics ที่ว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ท่านเตรียมการ สอนอย่างดี สอนสนุก มีเทคนิค ให้เราสนใจ ติดตามบทเรียน ในชั้นเรียน ท่านจะนำอุปกรณ์ มาใช้ประกอบ การสอน ตั้งแต่ชิ้นเล็กชิ้นน้อย จน กระทั่งขนาดใหญ่ ๆ บางวัน ท่านเอาจรวดจำลองขนาดเล็ก เข้ามาในห้อง อธิบายเครื่องขับดันจรวด โดยอาศัยจรวดเล็ก ๆ นั้น ท่านบ่นเสียดายที่ ไม่สามารถ เอาเครื่องยนต์จริง ๆ เข้ามาในชั้นเรียนได้ แต่เชื่อไหม เมื่อท่านชวนพวกเรา ออกมานอกห้อง ท่านมีเครื่องยนต์สำหรับ เครื่องบินเจ็ต และเครื่องยนต์ขับดันจรวด ขนาดใหญ่ มาตั้งไว้ให้เรา ศึกษาจริง ท่านให้เราสัมผัส ได้เข้าใจ อย่างชัดเจน ซึ่งสนุกสนานมาก ท่านชอบทำให้ เราประหลาดใจ และทึ่งได้เสมอ เพียงวิชานี้วิชาเดียว เราก็รู้จักการทำงาน ของเครื่องยนต์ ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ และทันสมัย ฉันรักวิชานี้ รักอาจารย์ พวกเราไม่เคยนั่งหลับเลย ท่านเป็นอาจารย์คนแรก ที่ฉันประเมินการสอน ของท่านโดยให้ระดับ "ดีเยี่ยม" ทุกข้อ และ เช่นเดียว กับกลุ่มเพื่อน เมื่อเล่ากิตติศัพท์ นี้ต่อ ๆ กันไปในหมู่เพื่อน และอาจารย์ อาจารย์ท่านหนึ่ง บอกว่า "รู้ไม๊ อาจารย์ท่านนี้ ได้รับรางวัล Teaching Awards มาหลายครั้งแล้ว"

Professor Osheroff เป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ที่อยากเล่าถึง ท่านเป็นอาจารย์ ที่ได้รับ Nobel Prize ทางฟิสิกส์ เมื่อปี 1996 จากการ ค้นพบความเป็น Superliquid ของธาตุ Helium เมื่ออุณหภูมิต่ำที่ 2-3 เคลวิน ท่านสอนฟิสิกส์ ฉันถึง 2 วิชาคือ Magnetism และ Light and Heat ความจริงเรานั่งร้องเพลง รอมาตั้งแต่ แรกเข้าเรียน ใฝ่ฝัน อยากเรียน กับท่านมาก ๆ เมื่อประเดิมวิชาแรก ตอนปลายปีที่ 1 ฉันกลับรู้สึก หงุดหงิดกับวิธีสอน ของท่านในระยะแรก ๆ แต่ก็ประทับใจ ในความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และกระตือรือร้น ที่จะถ่ายทอดความรู้ อย่างยิ่ง ท่านพยายามโยงปรากฏการณ์ เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ และ การตั้งทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง สำหรับท่าน จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เหล่านี้ นำไปสู่ เรื่องยิ่งใหญ่มากมาย น่าตื่นเต้น น่าสนุก น่าเรียนจริง ๆ แรก ๆ เหมือนมีกรรมมาบัง เราพยายามเข้าใจ และสนุกกับการสอน ของท่าน แต่ไม่สำเร็จ ฉันจึงใช้ คาบเรียน 9 โมงเช้า เป็นเวลา งีบหลับ ผ่อนคลาย ความหงุดหงิด ไปได้บ้าง แต่บังเอิญ บุญยังมี จู่ ๆ ก็เกิดได้คิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เราคงได้ No Brain Prize แน่ ๆ และนึกขึ้นได้ว่า ฉันคนนี้มิใช่ หรือที่อยากเรียนรู้ วิธีคิดวิธีเรียน และวิธีทำงาน ของนักวิทยาศาสตร์ ชั้นนำของโลก ฉันใช้เวลากลับตัวกลับใจ เดี๋ยวเดียวก็สำเร็จ เพียงเปิดใจ ให้กว้างขึ้น ติดตามท่าน เดินตามรอยเท้าของท่าน แม้จะ หันรีหันขวาง ล้มลุกคลุกคลานบ้าง ท้ายที่สุดมัน ก็สนุกจริงๆ เรียนวิชาแรก ผ่านไปด้วยคะแนน น่าพอใจมาก และการเรียนวิชาที่สอง เมื่อครั้ง อยู่ปีสอง ก็ผ่านไปอย่างดี เช่นเดียวกัน อาจารย์ท่านนี้ มีเวลาให้ลูกศิษย์ เข้าไปซักถามได้ด้วย แถมมีเมตตา เปิดห้องเรียน แนะนำการ ทำการบ้านเป็นชั้นพิเศษ นอกเหนือจาก ตารางเรียนเพิ่มให้ด้วย ความทุ่มเท ที่ท่านมีต่อลูกศิษย์เด่นชัด เป็นตัวอย่างได้ ทุกวันนี้เมื่อเดิน สวนกันในตึก ท่านจะกล่าวสวัสดี ทักทายฉัน อย่างคนคุ้นเคย จะมีที่ ไหนในโลกที่ฉัน จะได้รับเกียรติ มากมายเช่นที่นี่

อาจารย์อีกท่านหนึ่งซึ่งจะได้เรียนด้วยในปีที่ 3 แต่ก็รู้จักคุ้นเคย กันมาก่อนตั้งแต่ปีสอง และกลายเป็นเพื่อนสนิท ไปแล้ว ท่านเป็น อาจารย์คนสำคัญ ในภาควิชาวิศวเคมี ชื่อ Professor Channing Robertson เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ของนักศึกษา วิชาเอกวิศวเคมี เป็นที่ปรึกษาในชมรม ทางวิชาการ ที่เราเป็นสมาชิก เช่น Society of Women Engineers หรือชมรม ในภาควิชาวิศวเคมี ท่านจะจัดกิจกรรม พาพวกเรากลุ่มเล็ก ไปทัศนศึกษาบ้าง ไปร่วมประชุม ทางวิชาการบ้าง เหมือนพ่อพาลูก ๆ ออกสังคม เราจึงสนิทสนม แน่นแฟ้นกันดี เพราะภาควิชานี้มีนักศึกษาเรียน ไม่มากเหมือน ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า หรือวิศวสาขาอื่น ๆ วันหนึ่ง ท่านพาพวกเรา ไปทัศนศึกษา การทำไวน์ ในโรงผลิตของเพื่อนท่าน นอกจากจะได้ความรู้ครบทุกขั้นของการทำ ไวน์ และการบริหารโรงงานแล้ว เราก็อิ่มอร่อยกับอาหาร ที่เจ้าของนำมา เลี้ยงพร้อมเปิดให้ชิมไวน์ ชั้นเยี่ยม ที่เจ้าของ อยากอวด และน้ำผลไม้ ขากลับทุกคนหน้าแดง ด้วยเลือดฝาด ทั้งกลุ่ม มีเราเพียงคนเดียว (จริงๆ) ที่ถือศีลห้าไว้ได้ ไม่บุบสลาย นั่งตัวตรง กลับมหาวิทยาลัย โดยไม่หลับไหล ลืมตื่น เหมือนคนอื่น

"แชนนิ่ง" (ชื่อที่พวกเราเรียกท่าน) เคยมาเมืองไทยและเคย เข้าเฝ้า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ท่านประทับใจ เมืองไทย มาก คุยแล้วคุยอีก และไม่ลืมอวดรูปถ่าย "ตีนไก่" ที่ถูกเรียงแถวบนเตาย่าง ของหาบเร่ข้างถนน ทุกคนไม่เชื่อ เมื่อฉันบอกว่า "นั่นคือส่วนที่ ดีส่วนหนึ่งของไก่" แชนนิ่ง ยังช่วยกู้เศรษฐกิจ ของไทย ด้วยการเชิญชวน เพื่อนฝูง ให้มาตัดสูท (แพงๆ) ที่เมืองไทยด้วย

การสอบ

ถ้าไม่พูดถึงการสอบก็คงไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นกิจกรรมที่ พวกเราทั้งชอบ และไม่ชอบเท่า ๆ กัน ก่อนสอบ หนึ่งสัปดาห์ จะไม่มี การเรียน การสอน หรือกิจกรรมใด ๆ เรียกกันว่า Dead Week เราจะ สะสางงาน ดูหนังสือ จนลืมกินลืมนอน ก็ว่าได้ การสอบ เป็นไปตาม ตารางเวลา ที่กำหนดไว้ต้นปี ครั้งหนึ่ง ฉันมีสอบ 3 วิชาสำคัญในวันเดียว ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เครียดมาก อาหารเย็น ที่รีบรับประทาน เข้าไป ไม่ย่อย ทั้งเหนื่อยมาก ทั้งไม่พอใจ ผลการสอบ วิชาแรก ๆ เมื่อเข้าสอบ วิชาสุดท้าย สมองไม่ทำงาน ข้อสอบทุกข้อ ไม่ยากแต่นึกไม่ออก ยิ่งตกใจ กังวล ยิ่งคิดไม่ออก แทบจะส่งกระดาษเปล่า ฉันขี่จักรยาน กลับหอด้วย หัวใจฝ่อแฟบ ปลงว่าคงสอบตกแน่แล้ว รีบส่ง e-mail ถึงพ่อ เพื่อแจ้งข่าวร้าย แต่เมื่อเกรดออก กลับผ่านได้ด้วยดี เพราะงานตลอดภาค และการบ้านช่วยพยุงไว้ ฉันดีใจ แต่อาจารย์ของฉัน เสียใจมาก ๆ ที่ลูกศิษย์ ท่านเกือบทั้งหมด ทำข้อสอบ ไม่ได้ดีอย่างที่น่าจะเป็น สาเหตุก็คง เพราะตารางสอบ ที่อัดแน่น ในวันเดียวกัน นี่แหละ

กระบวนการสอบของที่นี่มีข้อแตกต่าง จากการสอบใน เมืองไทยมาก เมื่อถึงเวลาสอบ นักศึกษา จะได้รับ แจกข้อสอบ โดย อาจารย์ จะอยู่กับเราไม่เกิน 15 นาที เพื่อบอกว่า ขณะสอบ ท่านจะอยู่ ที่ไหน ถ้าสงสัย ให้เดินไปหา หรือให้นั่ง รอท่านจะแวะ มาหาทุกครึ่ง ชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมง (แล้วแต่ช่วงเวลาสอบ) อาจารย์ที่นี่ไม่นั่ง คุมสอบ เพราะผิดมารยาท ของระบบ การให้เกียรติต่อกัน (Honor System) นักศึกษาจะไม่ดู ลอก หรือถามกันเลย ไม่มีเด็ดขาด ระบบ นี้เราเชื่อว่าทุกคนเชื่อถือได้ ซื่อสัตย์และมีเกียรติ ดังนั้น จึงไม่มีใคร อยากสร้างมลทิน ให้กับประวัติของตน

ลักษณะข้อสอบ จะเป็นโจทย์ปัญหา ให้แก้ ให้พิสูจน์ แสดง ความเห็น ข้อสอบ แบบตัวเลือก กาถูกผิด สูญพันธ์ ไปนานแล้ว แม้ใน ระดับมัธยม เราก็ไม่ได้ เห็นแล้ว ทำใจไว้ได้เลยว่า การสอบที่นี่ ยากมาก ถ้าเตรียมตัวไม่ดีพอ จะต้องฝันร้าย หลังสอบเสร็จ หลายครั้ง เราหมด รักอาจารย์ เอาตอนสอบไล่ เพราะเอาอะไร มาออก ข้อสอบก็ไม่รู้ บางครั้ง ไม่เคยเห็นเคยเรียน มาก่อนด้วยซ้ำ บางครั้ง ต้องปลอบใจตัวเอง ว่า "ช่างมัน เราทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้ เหมือนกัน" แต่เราก็คิดผิด ทุกครั้ง นักศึกษาที่นี่ ไม่รู้ไปเอาความสามารถ มาจากไหน น่าประหลาดใจ จริง ๆ ระยะหลัง พอจับเค้าได้ว่า เมื่อใด อาจารย์ ทักว่า เรื่องนี้น่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้าต่อนะ อะไรทำนองนี้ ละก็ไปศึกษา เสียดี ๆ นี่ละ ข้อสอบ เมื่อใด ที่เราทำอย่างนี้ เรารับการ ท้าทาย จากอาจารย์ ได้เสมอ ยิ่งนานไปก็รู้ว่าไม่จำเป็น ที่จะเรียนรู้ เท่าที่ อาจารย์สอน การสอบผ่านไปสัก 1 สัปดาห์ เราก็ทราบเกรดแล้ว ชั้นยิ่งใหญ่ เราก็ยิ่งรู้เกรดเร็ว เพราะ TA จะช่วยตรวจ และนำคะแนนไป คำนวณ ตัดเกรดได้เร็ว ข้อสอบ ที่เราทำไปจะอยู่ ในซองที่เราเขียนชื่อไว้ วางรวมไว้ ที่ห้องอาจารย์ เราไปรับ มาศึกษาได้ว่า เราผิดถูกตรงไหน สะเพร่า ตรงไหน ได้เกรดอะไร คะแนนสูงสุด ต่ำสุด ของชั้นนี้ คือเท่าไร ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือเท่าไร ถ้าชั้นเล็ก ๆ อาจารย์ จะเขียนความรู้สึก สั้น ๆ ที่มี ต่อการสอบ หรือการเรียน ของเราไว้ด้วย อ่านแล้วชื่นใจ และปลื้มมาก

นักศึกษาส่วนใหญ่ ไม่สนใจเกรด ของคนอื่น นอกจากกลุ่ม สนิทกันจริง ๆ การตรวจสอบ ดูเกรด เราสามารถ ทำได้ทางคอมพิวเตอร์ เฉพาะเกรดของเราเท่านั้น ถ้าเห็นว่าเกรด ไม่เป็นธรรม ก็ไปหาอาจารย์ นำหลักฐาน (ข้อสอบ งานเก็บ หรือแฟ้มงาน) ไปด้วย หรือถ้าคะแนน สอบปลายภาค ไม่เป็นธรรม เราก็ชี้แจง ให้เห็นแนวคิด หรือแนวทางใหม่ ที่พิสูจน์ หรือแก้ปัญหา นั้นได้ แม้วิธีการ จะไม่เหมือนที่อาจารย์สอน คำตอบ ไม่ถูกต้อง ตรงกัน แต่วิธีการ ใช้ได้ น่าสนใจ สมเหตุสมผล อาจารย์ก็ยอมเปลี่ยนแปลง คะแนนและเกรดให้ อาจารย์ที่นี่ แม้ท่าน จะมากด้วย คุณวุฒิ ประสบการณ์ แต่ท่านไม่ใช่เทวดา ท่านก็ทำผิดได้ เหมือนกัน เพียงแต่นักศึกษา ต้องติดต่อท่านอย่างให้เกียรติ และอยู่บน พื้นฐานของความนับถือ ซึ่งกันและกัน เท่านั้น

ห้องสมุด

ห้องสมุดของที่นี่มีความพร้อมและยิ่งใหญ่ เหมือนมหาวิทยาลัย ชั้นนำของโลก กล่าวกันว่าเป็นที่ ๆ ทุ่มทุนถมเท่าไรไม่รู้จักพอ เท่าที่ผ่านมา เราใช้ห้องสมุดน้อยมาก จะเข้าห้องสมุด เมื่อค้นคว้า ทำรายงานหรือ ค้นหาเอกสาร บทความใหม่ ๆ ให้แม่ตามที่แม่สั่ง นักศึกษาเกือบทั้ง หมด มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว จึงสามารถ เข้าสู่แหล่งข้อมูลใหม่ ในห้องสมุดได้สะดวก นอกจากจะมี ห้องสมุดกลางแล้ว ตามคณะวิชา (School) ที่สำคัญ ๆ ก็จะมีห้องสมุดเฉพาะ ของตนเอง เช่น คณะแพทย์ วิศวกรรม ศึกษาศาสตร์ และกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งใครจะเข้าไปศึกษา ค้นคว้าก็ได้

การหยิบยืมทำได้สะดวก ยืมได้นาน หนังสือเก่า ต่าง ๆ จะ นำไปรวมไว้ อีกแห่งหนึ่ง เก่าขนาดไหน ก็ไปหาอ่านได้ ความสะดวก สบาย ในการใช้ห้องสมุด และสื่อทันสมัยต่าง ๆ มีมาก และมีคนพร้อม ช่วยอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศ ก็เชิญชวน ให้เข้าไปนั่งจริง ๆ แขกที่มา เยือนมหาวิทยาลัย ของเราต่างชื่นชม ห้องสมุดมาก

ห้องปฏิบัติการ

ห้องปฏิบัติการมีความสำคัญอย่างมาก สำหรับมหาวิทยาลัย ที่มีการเรียนการสอน ในสาขาวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ ที่สแตนฟอร์ด จึงมีตึกอาคาร มากมายหลายตึก และที่สร้างขึ้น ใหม่ตึกแล้วตึกเล่า เพื่อใช้ เป็นห้องปฏิบัติการ ให้เพียงพอ กับนักศึกษา ที่เรียนวิชาพื้นฐาน กลุ่มใหญ่ ๆ หลายร้อยคน และที่เรียนวิชาเอกทาง วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ทางศิลปะ ดนตรี การแสดง การศึกษา และอื่น ๆ เราจะวนเวียน อยู่แต่ห้องปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม (และดนตรีเป็นครั้งคราว) ซึ่งมีอุปกรณ์ พรั่งพร้อม เครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัย ห้องปฏิบัติการ จะถูกจอง ตามวันเวลาที่ กำหนดให้เมื่อ ถึงเวลาต้องเข้าใช้ มีคนเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ไว้ให้ และต้องเก็บล้าง ให้เรียบร้อย เมื่อเลิกใช้ ต้องออกทันที เมื่อหมดเวลา ต้องปฏิบัติ ตามระเบียบ การใช้ห้อง และเครื่องมือ อย่างเคร่งครัด เพื่อ ความปลอดภัย ซึ่งมีผลต่อ การให้คะแนนด้วย นักศึกษาที่ชอบทำวิจัย ค้นคว้าทดลอง ก็ไม่จำเป็น ต้องรอถึงขั้นปริญญาโท นักศึกษาสามารถ เสนอโครงการ ให้อาจารย์ที่ปรึกษา และหัวหน้าภาควิชา พิจารณาก่อน การทำวิจัย มีทางเลือกหลายทาง อาจจะช่วย อาจารย์ทำวิจัย เรียนรู้ไป พร้อม ๆ กับอาจารย์ หรือจะลงทะเบียน เรียนเพื่อเพิ่มหน่วยกิต ก็ได้ การทำวิจัย บางครั้ง ก็ได้เงินตอบแทน บางครั้ง ได้หน่วยกิต ผลงานวิจัย ตกเป็นสมบัติ ของมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาปริญญาโท และเอก ห้องปฏิบัติ การวิจัย จะมีการจัดให้ เป็นพิเศษ หรือกำหนดเวลา ให้ใช้ อุปกรณ์ เครื่องใช้ทันสมัย ที่ใช้เทคโนโลยีสูง ๆ เพื่อการค้นคว้า ทดลอง น่าเสียดาย ที่ยังไม่มีโอกาส คลุกคลี กับห้องปฏิบัติการ ลักษณะต่าง ๆ มากนัก จึงไม่สามารถ เล่าได้อย่างละเอียด

กิจกรรมนักศึกษา

มหาวิทยาลัยสนับสนุนกิจกรรมทุกชนิด ที่นักศึกษาสนใจ และเป็นประโยชน์ ต่อนักศึกษา ในแง่ของการแสวงหา และพัฒนา ความถนัด ความสนใจ ของนักศึกษา ยิ่งการเรียน ที่หนักมาก นักศึกษา ยิ่งต้องทำกิจกรรม เพื่อการพักผ่อน และคลายความเครียด จากการเรียน กิจกรรม ที่มหาวิทยาลัย จัดให้ก็มี และที่ชมรม หรือกลุ่มนักศึกษา จัดตั้งขึ้นก็มีมากมาย ให้เลือกได้ บางกิจกรรม ผู้สมัครต้องเสีย ค่าใช้จ่าย บางชมรม ก็ไม่ต้อง ฉันก็เหมือนนักศึกษา คนอื่น ชอบกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย แต่ก็เลือก เท่าที่ไม่ทำให้ เสียการเรียน ฉันผ่านการคัดเลือก ให้ เป็นนักดนตรี (Piccolo และ Flute) ประจำวง Stanford Band ซึ่งจะต้อง บรรเลงในกิจกรรม ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และต้องติดตามนักกีฬา ของมหาวิทยาลัย ไปบรรเลง ในช่วงที่มีการแข่งขัน ระหว่างมหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้ทำให้เรามีความสุข สนุก ได้รสชาติ และคลายความเครียด จากการเรียนได้มาก ทั้งยังมีเพื่อน เป็นดาวกีฬาประเภท ต่าง ๆ บางคนเป็นนักกีฬา โอลิมปิกด้วย

นอกเหนือจากเป็นสมาชิกชมรมนักเรียน ไทยอเมริกัน หรือ นักเรียนนานาชาติ แล้วชมรม ที่ให้ประโยชน์ ต่อวิชาชีพ ของเรามากก็คือ Society of Women Engineers ของ Stanford ชมรมนี้ทำให้ฉัน ได้ใกล้ชิด คลุกคลีกับวิศวกรหญิง ที่ประสบความสำเร็จ ในการทำงาน ได้เรียนรู้ ธรรมชาติ ของงาน รายได้ ปัญหาและความเคลื่อนไหว ก้าวหน้าของ วิชาชีพนี้ ฯลฯ เรามีกิจกรรม ต้องพบปะ รับประทานอาหาร ร่วมกันเสมอ อบอุ่น และให้ประโยชน์มาก นอกจากนี้ ชมรมของเรา ยังหาทุนจัด กิจกรรมทางการศึกษา ให้นักเรียน ที่เป็นชนกลุ่มน้อย หรือผู้ด้อยโอกาส ได้มาเข้าค่าย วิทยาศาสตร์ ที่สแตนฟอร์ด เรียนรู้เรื่องราว ต่าง ๆ โดยใช้ วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะมี การเตรียมหัวเรื่อง กิจกรรมกันใหม่ทุกปี ซึ่งได้รับความนิยม และการสนับสนุน จากบริษัทและโรงงาน ต่าง ๆ มาก

ชมรมอื่น ๆ ต่างก็จัดกิจกรรมของตนเอง บ้างก็จัดคอนเสิร์ต, ซิมโฟนี ออเคสตร้า, ละคร, ร้องเพลง, กลองญี่ปุ่น, บัลเล่ต์ เป็นต้น แสดงให้ดูฟรีก็มี หารายได้ เข้าชมรมก็มี มหาวิทยาลัย ก็จัดกิจกรรม สันทนาการ เช่น การเต้นรำ ดนตรี กีฬาต่าง ๆ ตลอดปี นับเป็นบริการ เพื่อการพักผ่อน หย่อนใจ ที่ดีมาก ที่หาได้ ภายใน มหาวิทยาลัย และด้วย ราคาไม่แพง แต่คุณภาพ ยอดเยี่ยม

ทุนการศึกษาและการทำงาน

นักศึกษาส่วนใหญ่ที่นี่ ถ้าไม่เรียนเก่งมาก ๆ ก็ต้องเป็นคน ที่มีพรสวรรค์ หรือความสามารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นักศึกษาอเมริกัน 80% ของนักศึกษา ทั้งหมด จะได้ทุนการศึกษา ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทั้งหมด ก็ได้เงินช่วย บางส่วน ส่วนนักศึกษา ต่างชาติ 20% นั้น ส่วนใหญ่ ก็ได้ทุนของประเทศ ตนมาเรียน นักศึกษา ที่ใช้เงินครอบครัว มาเรียน จึงมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม เงินทุน ที่ได้มาอาจจะ ไม่เพียงพอ ต่อการใช้ชีวิตที่นี่ มหาวิทยาลัย ทุกแห่งจะจัดงาน ให้นักศึกษา ได้ทำงาน เพื่อช่วยค่าใช้จ่าย งานที่ทำจะมี ตั้งแต่ง่าย ๆ ไปถึงต้องใช้ ความสามารถสูง ที่สแตนฟอร์ด งานในห้องอาหาร ในครัวจะได้ ค่าตอบแทน ชั่วโมงละ 7-8 เหรียญ ส่วนงาน ช่วยสอน ช่วยตรวจการบ้าน จะได้มากขึ้น ถ้าทำงานยากขึ้น ก็ได้มากขึ้น 10-20 เหรียญก็มี การทำงานมากน้อย ขึ้นอยู่ กับกฎระเบียบ ของรัฐ และเวลาว่าง ที่นักศึกษา จะสามารถทำงานได้ ที่จริงถ้าทำงานเพียง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ก็มีค่าขนม พอสำหรับสัปดาห์หนึ่งแล้ว นักศึกษาส่วนใหญ่ ประหยัดรู้กินรู้ใช้ ไม่มีใครอยากใช้เงินโดย ไม่จำเป็นจริง ๆ เสื้อผ้าอาภรณ์ ก็ธรรมดา เสื้อยืด กางเกงยีนส์ เสื้อ คลุมกันหนาว เมื่ออากาศเย็น จักรยาน คือพาหนะคู่ชีพ ความหมดเปลือง ในเรื่องนี้จึงมีน้อย ฉันไม่ได้ทำงานในปีแรก ต่อมาค่าเงินบาททำให้ตกใจมาก จึงสมัครเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ตรวจการบ้าน คณิตศาสตร์ ของน้องปี 1 ได้ ค่าแรงชั่วโมงละเกือบ 9 เหรียญ เสียภาษี นิดหน่อย แรก ๆ ทำงาน สัปดาห์ละ 12-16 ชั่วโมง ต่อมาพบว่าเราต้องการเวลา มากกว่าเงิน ระยะหลังจึงทำเพียงครึ่งเดียว ก็พออยู่ได้สบาย แต่ในปีนี้ ต้องทำมากขึ้น เพราะคนสมัคร มาช่วยอาจารย์น้อยลง นักศึกษาส่วนใหญ่ ที่ได้ ทุนน้อยก็จะหาค่าเล่าเรียน ตลอดปี จากการทำงาน ตอนปิดภาคฤดูร้อน ซึ่งได้เงินมาก เป็นกอบเป็นกำ บ้างก็ทำวิจัย ให้อาจารย์ บ้างก็ออกไป ทำงานนอกมหาวิทยาลัย ส่วนเราไม่ได้ทำงาน ในสหรัฐ แต่กลับมา เมืองไทยทุกปี

สังคมกลุ่มเพื่อน

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่เรียนในชั้นขนาดใหญ่ ที่มีนักศึกษา มากจึงทำให้เรา มีเพื่อนมากมาย การเข้าร่วมกิจกรรม ของหอพักของ ชมรม และวงดนตรี ก็ทำให้รู้จัก คนเพิ่มขึ้น เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง มาจาก โรงเรียนมัธยม แห่งเดียวกัน และอีกส่วนหนึ่ง คือเพื่อนคนไทย

ความเป็นเพื่อนที่นี่ไม่เหมือนกับที่เมืองไทย เพื่อนก็คือ เพื่อนมิใช่กลุ่มที่เกาะกันเหนียวแน่น เป็นตังเมที่ไปไหนไปกันเป็นแพ ต้องรอกินข้าวด้วยกัน เพื่อนที่นี่ เราต่างคนต่างไป ทุกคนเป็นตัวของ ตัวเอง ถึงเวลาถ้าพบกันในห้องอาหาร ก็นั่งกินข้าวด้วยกัน ถ้าไม่พบก็ ต่างคน ต่างกิน หรือกลับมาพบกันที่หอ หรือในชั้นเรียน การติดต่อก็ใช้ โทรศัพท์ หรือ e-mail ไม่ถึง กับต้องไปมาหาสู่ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา

เพื่อนคนหนึ่งที่อยากกล่าวถึง เพราะใคร ๆ ชอบถามถึงเสมอ ในชั้นเรียนเคมีเบื้องต้น ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ประมาณ 300 กว่าคน มีนักศึกษา คนหนึ่งตกเป็นเป้าสายตา ของเพื่อน ในชั้นเสมอ เธอคือ เชลซี คลินตัน สาวสูงสง่า ผมออกแดง ลูกสาวคนเดียว ของท่าน ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน เชลซี จะนั่งเรียน ค่อนไปทางหลังห้อง แถวริมติดผนัง มีเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย นั่งปนอยู่ด้วยไม่ไกล กันนัก ถ้าไม่สังเกต ก็ไม่รู้ เชลซีวางตัว แนบเนียน เป็นปกติ แต่งตัวตามสบาย ไม่แตกต่างไปจากพวกเรา นั่งเรียนด้วยความตั้งใจ เราแอบชื่นชม เธออยู่ห่าง ๆ เธอเข้าเรียนหลังเรา 1 ปี แต่ก็มาเลือกเรียน วิชานี้ในเทอม เดียวกัน เราอยู่คนละหอ จึงไม่มีโอกาส ได้รู้จัก หรือพูดคุยกับเธอเป็น ส่วนตัว เพื่อนเล่าว่า เมื่ออยู่ในหอพัก เธอก็ทำตัวปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ไปจากคนอื่น ๆ กินอยู่เหมือนพวกเรา ขี่จักรยานไปเรียน เหมือนเรา แต่เมื่อใดที่ถูกรุกราน กระแหนะกระแหน จากเพื่อนอย่าง ไม่เป็นธรรม เธอก็ปกป้องสิทธิ และตอบโต้ อย่างไม่เกรงใคร ด้วยภาษาที่งดงาม สั้น กระชับทาง e-mail

ความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนคนไทย ที่นี่อบอุ่นแน่นแฟ้น และเอื้ออารีต่อกัน นักศึกษาไทย ที่ย้ายมาจากที่อื่น ยังเอ่ยชม คนไทย ที่มาเรียนที่นี่มีประมาณ 40 คน ส่วนใหญ่เรียนปริญญาโท และเอก ที่เรียนปริญญาตรี มีไม่ถึง 10 คน และเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล เกือบทั้งหมด เรื่องการเรียน จึงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว นักเรียนไทย ที่กิ๊กก๊อก ที่สุด ก็เรานี่แหละ เรามีเพื่อนสนิท เป็นคนไทยชื่อ อร ซึ่งเรียนเก่งมาก เราเป็นเพื่อนร่วมห้องกันด้วย แต่อย่าห่วงว่าเราจะพูดไทย กับอรจนแตกฉาน เพราะอรคนเก่งคนนี้ ไม่เก่งอยู่อย่างเดียวคือ ภาษาไทย

หลายคนจะถามว่า นักศึกษาอเมริกันดูถูก นักเรียนต่างชาติ หรือไม่ เราไม่สามารถ ตอบแทนทุกคนได้ แต่สำหรับเรา ไม่เคยรู้สึกว่า มีใครแสดงความรังเกียจ ว่าเราเป็นคนต่างชาติ ที่จริงมหาวิทยาลัยมี อาจารย์และนักศึกษา เป็นคนต่างชาติ มากมาย ท่านอธิการบดี ก็มาจาก เยอรมนี อาจารย์หลายท่าน ก็เป็นคนต่างชาติ แต่เราอยู่ร่วมกันจนคุ้น และลืมความเป็นคนต่างชาติไปแล้ว อีกประการหนึ่ง เราต่างก็ปฏิบัติ ตามกฎระเบียบ และวัฒนธรรม ของที่นี่ จึงไม่มีอะไรน่าจะรังเกียจ หรือน่าดูถูกแต่อย่างใด

คำถามที่เราได้รับจากคนในครอบครัว และเพื่อนฝูงเสมอ ก็คือ "มีแฟนหรือยัง" ดูเหมือน การมีคู่รัก เป็นเรื่องธรรมดา ของชีวิตใน มหาวิทยาลัย แรก ๆ ก็คิดเช่นนั้น เพราะตอนอยู่ โรงเรียนมัธยม เพื่อนหญิงคนหนึ่ง จะปั่นป่วน วุ่นวาย กับ Puppy Love หรือ Love at first sight กันเป็นกิจวัตร แต่ที่สแตนฟอร์ด กลับไม่ฟู่ฟ่า อย่างที่คิด อาจจะเป็นเพราะ การเรียน ทำให้ไม่เหลือเวลา มองหาความงดงาม ของความรัก เพื่อนกลุ่มเรา ไม่มีใครมีแฟน ยกเว้นพี่สาว ชาวฟิลิปปินส์ ในกลุ่มคนไทย ก็มีพี่เล็ก พี่กุ้ง (พี่ปริญญาเอก) ที่กลับมา แต่งงานกัน ที่เมืองไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ อย่างยิ่งใหญ่ งดงามมาก ส่วนพี่ คนอื่น ๆ ถ้ามี ก็คงแอบไว้มิดชิดมาก

นักศึกษาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยจะถือว่าเราเป็นพี่น้องเป็น เพื่อนกัน เมื่อพบหน้า ก็ยิ้มให้กัน ด้วยความเป็นมิตร วันหนึ่งฉันเดินสวน ทาง กับหนุ่มน้อยหน้าจีน คนหนึ่ง เรายิ้มทักทาย กันเพราะคิดว่าเป็น รุ่นพี่ปริญญาโท ด้วยเธอนุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อยืดโปโล รองเท้าเทนนิส สะพายเป้ เดินท่อม ๆ เข้าห้องแลป เพื่อนฉันแนะนำว่า นี่คือ Professor Steven Chu อาจารย์ที่ได้ รับรางวัล โนเบล ทางฟิสิกส์ ในปีนี้ (เป็นคน ที่สาม ในรอบสามปี) เราทึ่งและดีใจ มากที่เห็นคนธรรมดา ๆ แต่มี ความสามารถได้รับเกียรติ ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ความสำเร็จ และ ความยิ่งใหญ่ ของคนเกิดจากภูมิปัญญา โดยแท้ มิใช่รูปร่างหน้าตาหรือ อาภรณ์นอกกาย ดูเหมือนคำพูดที่ว่า "สูงสุดสู่สามัญ" นั้น แจ่มชัดโดย ไม่ต้องการคำอธิบายเลย

การติดต่อสัมพันธ์ กับผู้ปกครอง

ความจริงสแตนฟอร์ด มีกิจกรรมมากมาย ที่เชิญชวนให้ผู้ปกครอง เข้าร่วมและเยี่ยมเยียน มหาวิทยาลัย เสมอ แต่ภารกิจ ของพ่อ และแม่ และค่าเงินบาท ที่ลอยตัว ทำให้ไม่มีโอกาส ไปเข้าร่วมสักครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม พ่อและแม่ จะได้รับจดหมาย จากอธิการบดี ทุกปี ก่อนเปิดภาคเรียน ซักซ้อม ความเข้าใจ เกี่ยวกับ สิ่งที่เราต้องทำ ในปี นั้น ๆ พร้อมทั้งข่าวคราว ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ก็ยังมีจดหมาย จากคณบดี หรือรองอธิการบดี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ติดต่อแจ้งข่าว ความก้าวหน้าต่าง ๆ ด้วย นอกจาก ทีมผู้บริหาร ก็จะมีตัวแทน ผู้ปกครอง ของนักศึกษา รุ่นเดียว กับเรา (Class of 2000) เชิญชวน ให้ช่วยบริจาค เงินช่วยกิจกรรม การเรียน ของนักศึกษา ปริญญาตรี ทุกปี เรียกว่า The Stanford Fund ประมาณปลายปี ก็จะมีนักศึกษา ที่เราไม่รู้จัก จดหมาย มาขอบคุณพ่อและแม่ ที่ช่วยบริจาคเงิน ทุกปี และเล่าว่าเขาได้ประโยชน์ อะไรกับเงินส่วนนี้

ท่านอธิการบดีก็เดินทางมาเมืองไทยบ่อย ๆ เพื่อศึกษา ความต้องการ ทางการศึกษา และบริการ ของภูมิภาคนี้ และไม่ลืม ที่จะ พบกับศิษย์เก่า และผู้ปกครองศิษย์ปัจจุบัน เพื่อบอกข่าวคราว และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่มีการขอบริจาค ท่านยังยืนยันกับพ่อ และแม่ว่า เราจะได้เรียน กับทีมงาน ที่เข้มแข็ง คณะของเรา กำลังจะได้ ตึกอาคารใหม่ ๆ อีก ฯลฯ ท่านก็คง พูดทำนองนี้ กับพ่อแม่ทุกคน

อาจารย์ผู้สอนจะไม่ติดต่อผู้ปกครองนักศึกษา นอกจาก ผู้ปกครองจะเป็นฝ่ายติดต่อสอบถามมาเอง ไม่เหมือนสมัยเรียน โรงเรียนมัธยมที่พ่อแม่จะได้รับทราบผล การเรียน ของเรา อย่างละเอียด จากอาจารย์ทุกคน

งบประมาณการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย

สแตนฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน บริหารภายใต้การดู- แล ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งรับผิดชอบดูแล เงินกองทุน (Endowment) และทรัพย์สิน ทั้งหมด ของมหาวิทยาลัย อนุมัติงบประมาณ ค่าใช้จ่าย

กำหนดนโยบายสำคัญ ๆ และตรวจสอบ ควบคุมดูแลการบริหารตาม ที่กฎหมายกำหนดไว้

แต่ละปีมหาวิทยาลัยใช้เงิน เพื่อดำเนินการ จำนวนมหาศาล เมื่อปี 1997 มหาวิทยาลัย ต้องใช้เงินถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.4 Billion) ประมาณ 60,000 ล้านบาท ยังมีกิจการ บางส่วนที่มิ ได้ใช้งบนี้ เงินจำนวนนี้ มิได้มาจากค่าเล่าเรียน หรือค่าธรรมเนียม แต่ เพียงอย่างเดียว จริง ๆ แล้ว ค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียม ที่เก็บได้ทั้ง หมด คิดเป็น 16% ของค่าใช้จ่าย ทั้งหมดเท่านั้น ส่วนที่เหลือ เป็นดอกผล ของเงินกองทุน (Endowment) ที่มีอยู่ประมาณ 3,060 ล้าน เหรียญสหรัฐบ้าง เป็นเงินที่ได้จากการ ให้บริการ ทางวิชาการ และการ วิจัยแก่รัฐบาล (เช่น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ การแพทย์ วิศวกรรม ฯลฯ) เป็นเงินที่ได้ รับความช่วยเหลือ โดยตรงก็มี ได้จากเงินบริจาค ของศิษย์เก่า ผู้ปกครอง ของศิษย์ ปัจจุบัน ก็มี ได้รับบริจาค จากบริษัท โรงงานอุตสาหกรรม มูลนิธิต่าง ๆ ก็มี จากการให้บริการ ศูนย์วิจัย ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น ศูนย์เร่งอนุภาค เพื่อการทดลอง ทาง ฟิสิกส์ (Stanford Linear Accelerator Center) จากการขาย ลิขสิทธิ์ หรือเทคโนโลยี ที่ค้นพบ จากการวิจัย ฯลฯ เป็นต้น แต่ละปี ทีมผู้บริหาร อาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง จะระดม ความช่วยเหลือ กันอย่างจริงจัง น่าเสียดาย ที่เราไม่ค่อยคุ้น กับเรื่องของผู้ใหญ่ เหล่านี้ ถ้าสนใจก็แวะ เยี่ยม Web Page ของมหาวิทยาลัยก็ได้

ชีวิตและการเรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่เล่ามานี้ เป็นแง่มุมในเฉพาะส่วน ที่ฉันประสบ พบเห็น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ ฉันยังไปไม่ถึง และมุมมอง ของคนอื่น อาจจะแตกต่างไป จึงขอสรุปว่า ความมีชื่อเสียง ความเจริญก้าวหน้า ของสแตนฟอร์ด เป็นผลมาจาก ความปรารถนาดี ที่มีเป้าหมาย ชัดเจน ของผู้ก่อตั้ง ความสามารถ ในการ บริหารของผู้บริหาร ความเสียสละ อุตสาหะวิริยะ ของอาจารย์ ผู้ซึ่งมี ความรัก ในการศึกษา ค้นคว้า และการสอน อย่างแท้จริง ความร่วมมือ ของศิษย์เก่า และผู้ปกครอง และที่จะลืมกล่าว ถึงมิได้ คือนักศึกษาที่มี ความสามารถสูง ที่สนใจใฝ่รู้ อย่างแท้จริง และรู้หน้าที่ ของการเป็น นักศึกษา และพลเมืองที่ดี ฉันขอคารวะ มายังทุกฝ่าย ที่ได้กล่าวมานี้

AU Intranet Assumption University, Thailand ,Tel.3004543 ext.1315, 3004886