จุลสาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC Newsletter
เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2541 B a c k

มาตรวัดการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (ตอนที่ 2)
ปรีชา บุญรอด
ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยสังคมศาสตร์ ศูนย์วิจัยธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

มาตรวัดประเภทต่าง ๆ
เนื่องจากตัวแปร ในการศึกษา ทางด้านสังคมศาสตร์ มีลักษณะ เป็นนามธรรมค่อนข้างสูง การวัดที่ทำได้ดี ส่วนใหญ่จึงมักมี ระดับอยู่แค่การจัดลำดับเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีการนำมาตรวัด เกี่ยวกับทัศนคติ (Attitude) มาใช้ หรือมาประยุกต์ ใช้กันค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงจะได้กล่าว ถึงมาตรวัดทัศนคติ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในหลายทางสังคมศาสตร์

ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ของบุคคล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทางบวกหรือทางลบ ดังนั้นมาตรวัดทัศนคติจึงเป็นการวัดเกี่ยวกับความคิดเห็น หรือความรู้สึกของบุคคล ต่อสิ่งที่ต้องการจะศึกษามากกว่าจะเป็นการ วัดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริง (Fact) คำตอบที่ได้จึงไม่มีข้อที่ผิดหรือถูก เพราะคำตอบที่ถูกของคนหนึ่ง อาจไม่สอดคล้อง กับอีกคนหนึ่งได้ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายท่าน เช่น Edward (1957), Schuessler (1971), Babbie (1973), Smith (1981) (อ้างในสมศรี เปี่ยมสมบูรณ์, มปป.: 8) ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การใช้มาตรวัด เพื่อศึกษาทัศนคติต่อบางสิ่ง บางอย่าง นั้นควรใช้คำถามหลาย ๆ คำถามดีกว่าใช้คำถาม โดยตรง เพียงคำถามเดียว ด้วยเหตุผล หลายประการคือ

  1. จะไม่เกิดประโยชน์ ในบางสถานการณ์ เมื่อบุคคล ที่ถูกถามไม่ได้ ตระหนักถึงทัศนคติของเขา
  2. การใช้มาตรวัด หลายคำถาม จะช่วยให้ผู้ตอบ หลุดพ้น จากความกดดัน ต่อเรื่องที่ไม่อยาก ตอบคำถาม นั้นโดยตรง
  3. การถามตรง ๆ เพียงคำถามเดียว ไม่เพียงพอ ที่จะเป็นตัวแทน ของตัวแปร ที่ซับซ้อนได้ เช่น คุณธรรม ลักษณะผู้นำ เกียรติภูมิ แห่งตน เกียรติยศ ความแปลกแยก เป็นต้น
  4. มาตรวัดที่ประกอบด้วยหลาย ๆ ข้อความจะครอบคลุม เนื้อหาต่าง ๆ ได้หมดจึงทำให้วัดตัวแปรนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับ การสร้างมาตรวัดที่ดีนั้น มีหลักที่ต้องคำนึงถึงในหลาย ๆ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

  1. ข้อความต้องตรงกับสิ่งที่ต้องการจะวัด
  2. เป็นข้อความที่มีความหมายเพียงความหมายเดียว
  3. ใช้ภาษาที่ง่าย ชัดเจน ตรงไปตรงมา
  4. ลือกข้อความที่สามารถ ครอบคลุมเนื้อหา สาระให้ได้มากที่สุด
  5. ประโยคควรจะสั้นและกระทัดรัด
  6. ข้อความควรเป็นประโยคง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน
  7. แต่ละประโยคครอบคลุมเนื้อหาเพียงมิติเดียว
  8. หลีกเลี่ยงประโยคปฎิเสธ เช่น ท่านไม่เคยคิดที่จะไม่โดดเรียน
  9. หลีกเลี่ยงข้อความ ที่กล่าวถึงอดีตมากกว่าปัจจุบัน
  10. หลีกเลี่ยงข้อความ ที่อาจทำให้ผู้ตอบไม่เข้าใจ
  11. หลีกเลี่ยงข้อความ ที่จะให้ผู้ตอบเห็นพ้อง หรือไม่เห็นพ้องต้องกัน ด้วยทุกคน
  12. หลีกเลี่ยงข้อความ ที่เป็นเท็จหรือตีความเป็นข้อเท็จจริงได้
  13. ควรหลีกเลี่ยงข้อความ ที่มีคำว่าเสมอ ทั้งหมด ไม่เคย ไม่มีเลย เพียงแต่ ไม่เพียงแต่
สำหรับมาตรวัด ทางสังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และมีการนำมาใช้ กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่มาตรวัด แบบเธอร์สโตน (Therstone Scale) มาตรวัดแบบลิเคิร์ต (Likert Scale) มาตรวัดแบบกัตต์มัน (Guttman Scale)

มาตรวัดแบบเธอร์สโตน (Therstone Scale)
ปี 1927 Therstone ได้พัฒนากฎแห่งการวินิจฉัย เปรียบเทียบ (The Law Comparative Judgment) ขึ้นมาเพื่อเป็นรากฐาน ในการวัดทัศนคติของบุคคล ภายใต้กฎนี้ Therstone สันนิษฐานว่า ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อ บางสิ่งบางอย่าง นั้นแสดงออก ถึงความคิดเห็นหรือความรู้สึกที่เป็น ไปอย่างต่อเนื่อง โดยการแบ่งมาตรวัด ออกเป็น 3 แบบ คือ

(1) วิธีจับคู่เปรียบเทียบ (Paired-Comparison Method)
(2) วิธีกำหนดขั้นคะแนนเท่ากัน (The Equal Appearing Interval)
(3) วิธีให้ขั้นคะแนนแบบต่อเนื่อง (The Successive Interval)

วิธีจับคู่เปรียบเทียบ (Paired-Comparison Method)
การเปรียบเทียบแบบจับคู่ ข้อความนั้นในปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมใช้กันมากนัก เพราะต้องใช้ เวลามาก เช่น หากในแต่ละครั้ง ที่นักวิจัยเพิ่มจำนวนข้อความ (Item) เข้าไปใหม่ จำนวนการเปรียบเทียบ ข้อความแต่ละข้อ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือ ถ้ามีข้อความอยู่ 9 ข้อ การเปรียบเทียบ จะต้องทำทั้งหมด 36 คู่ [(9)(9-1)/2=36] ถ้าเพิ่มอีก 1 ข้อความเป็น 10 ข้อ ก็จะเพิ่มเป็น 45 คู่ และในทางปฏิบัติ ของการสร้างมาตรวัด ประเภทนี้จะอยู่ประมาณ 50-60 ข้อ ดังนั้นการเปรียบเทียบ จะต้องใช้เวลานานมาก ทั้งนี้ขั้นตอนต่างๆ ในการสร้างมาตรวัด อาจสรุปได้ดังนี้

  1. สร้างข้อความที่ต้องการวัดหลาย ๆ ข้อความ
  2. จับคู่ข้อความแต่ละคู่ ที่จะเปรียบเทียบ ซึ่งจะได้จำนวนคู่ ที่เปรียบเทียบ [N(N-1/2]
  3. ให้กรรมการเลือกข้อความ ที่ชอบมากกว่าในแต่ละคู่
  4. คำนวณหาสัดส่วน ของแต่ละข้อความที่กรรมการ เลือกกับทุก ๆ ข้อความ
  5. คำนวณหาสัดส่วนทั้งหมด ของแต่ละข้อความ
  6. แปลงค่าสัดส่วนให้เป็นค่ามาตรฐาน
  7. ตรวจสอบความคงที่ภายใน (Internal Consistancy)
  8. นำข้อความที่ได้ให้กลุ่มตัวอย่าง ตอบโดยเพียงแต่ให้ระบุว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในแต่ละข้อความ จากนั้นนำมาหา ค่ามัธยฐานของคะแนนที่ได้

วิธีกำหนดขั้นคะแนนเท่ากัน (The Equal Appearing Interval)
วิธีกำหนดขั้นคะแนนเท่ากัน (The Equal Appearing Interval) จะคล้ายคลึง กับการจับคู่เปรียบเทียบ แต่ใช้เวลาน้อยกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องนำข้อความมาเปรียบเทียบกัน ข้อกำหนด พื้นฐานคือข้อความ แต่ละข้อความ ในมาตรวัดเป็นอิสระจากทัศนคติ ของกรรมการแต่ละคน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้กำหนด ว่าข้อความอยู่ในระดับใด ขั้นตอน การสร้างมีดังนี้

  1. จำนวนข้อความที่สร้างขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการวัด
  2. ให้กรรมการซึ่งไม่ควรน้อยกว่า 25 คน เป็นผู้จัดลำดับข้อความ ตามความชอบมากที่สุด ไปจนถึงน้อยที่สุด โดยแบ่งเป็น 7,9 หรือ 11 กลุ่ม ตามแต่กรรมการจะตกลงกัน
  3. นำข้อความที่จัดลำดับมาหาค่ามัธยฐาน (Median) และค่าความแปรปรวน (Variation) ของแต่ละข้อความโดยหาค่า Interquartile Range ซึ่งเป็นการวัดการกระจาย จุดจากจุดกึ่งกลาง 50% ของกรรมการ ค่ามัธยฐาน ที่ได้เรียกว่า "Scale Value" ส่วนค่ากระจาย เรียกว่า "Q-Value" นำค่ามัธยฐาน มาจัดลำดับข้อความ
  4. ทำการคัดเลือก ข้อความ ประมาณ 20-25 ข้อ การเลือก ในขั้นสุดท้ายยึดหลัก ข้อความ ที่ครอบคลุม ได้กว้างทั้งมาตรวัด เช่น เลือกข้อความที่มี Scale Value หรือค่า มัธยฐานสูง ส่วนค่า Q-Value หรือค่า Interquartile Range ควรอยู่ในระดับต่ำ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ากรรมการ ส่วนใหญ่ มีความเห็น สอดคล้องกัน

วิธีให้ขั้นคะแนนแบบต่อเนื่อง (The Successive Interval)
การให้คะแนนแบบต่อเนื่อง เป็นวิธีการสำหรับมาตรวัดจัดลำดับ (Ordinal Scale) เพื่อที่จะปรับปรุง วิธีการแบบเสมือนช่วง เท่าให้เป็นมาตรวัดช่วงเท่า (Interval Scale) ขั้นตอนในการสร้าง จะเหมือนกับวิธีการกำหนด คะแนนเท่ากัน เพียงแต่กำหนดขั้นตอน ในการประเมินค่าช่วงห่าง ระหว่างกลุ่มของข้อความ เพิ่มขึ้นเท่านั้น

มาตรวัดแบบไลเคิต (Likert Scale)
Likert ได้พยายามพัฒนาการสร้างมาตรวัดโดยไม่ต้องใช้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรวัดที่เขาคิดมาเป็นมาตรวัดแบบง่าย ๆ เรียกว่า "Simple Scale" และจากการนำคะแนน ที่ได้จากการใช้ มาตรวัดแบบง่าย และมาตรวัด แบบวิธีกำหนดขั้น คะแนนเท่ากัน มาคำนวณ หาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ (Correlation Coefcient) มีค่าสูงถึง .99 Likert จึงได้ตัดสินใจ ใช้มาตรวัด ที่ง่ายกว่า และต่อมา Bird (1940 อ้างในสมศรี เปี่ยมสมบูรณ์, มปป.: 16) เรียกมาตรวัดนี้ "The Method of Summated Rating" เนื่องจาก วิธีการดังกล่าว เป็นการนำคะแนนที่บุคคลซึ่ง เป็นผู้ตอบในแต่ละข้อความ จนครบทุกข้อความ มารวมกันเป็นคะแนน ทัศนคติ (Attitude Score) ของผู้ตอบ แต่ละคน เช่นเดียวกับ มาตรวัด แบบเธอร์สโตน โดยมีข้อสมมติฐาน ว่าทัฒนคติของบุคคล ที่มีต่อบางสิ่งบางอย่างนั้น สามารถแสดงออก ได้อย่างต่อเนื่อง จากความชอบมากที่สุด ไปจนถึงน้อยที่สุด หรือเห็นด้วยมากที่สุด ไปจนถึงเห็นด้วยน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่รู้จักกัน ในนาม "Likert Scale" สำหรับขั้นตอน ในการสร้างมาตรวัด แบบ Likert มีดังนี้

  1. สร้างข้อความหลาย ๆ ข้อความที่แสดงถึงความหมาย หรือความคิดเห็น ที่มีต่อเหตุการณ์ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้ครอบคลุม เนื้อหาที่ต้องการวัด
  2. ข้อความที่สร้างขึ้นต้องประกอบด้วย ข้อความที่สนับสนุน หรือเชิงบวก (Positive Items) และข้อความที่ปฎิเสธ หรือเชิงลบ (Negative Item)
  3. คำตอบจะถูกกำหนดไว้ในแต่ละข้อความ จะเป็นกี่คำตอบก็ได้ ซึ่งมักจะนิยมกัน 5 คำตอบ เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นต้น
  4. เพื่อป้องกันอคติ (Bias) ของผู้ตอบข้อความ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ จึงควรเรียงข้อความ สลับกัน
  5. ข้อความต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ก่อนที่จะนำไปใช้จริง ควรมีการทดลองใช้ (Pretest) เพื่อทดสอบ ความเชื่อถือได้ (Reliability) และควรมีการตรวจสอบ ความเที่ยงตรง ของเนื้อหา (Validity) ซึ่งการทดลองใช้ มาตรวัด ควรทำให้ กลุ่มประชากร ที่ต้องการศึกษา แต่ไม่ตกเป็นกลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัย หรือกลุ่มที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกัน ประชากร ที่ต้องการ ศึกษามากที่สุด
  6. ทำการคัดเลือก ข้อความที่มีค่าสหสัมพันธ์สูง จากค่า Item และ Total Correlation Coefficient เพื่อนำไปใช้จริง (ปกติค่า Alpha Coefficient ในทางสังคมศาสตร์ ไม่ควร ต่ำกว่า .6 แต่ก็อาจขึ้นอยู่กับตัวแปร ที่ศึกษาและนักวิจัยด้วย)

มาตรวัดแบบกัตต์มัน (Guttman Scale)
เป็นมาตรวัดที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น Scalogman Analysis, Cummulative Scaling และ Unidimensional Scaling เป็นต้น แต่เป็นที่รู้จักกันในนาม Guttman Scale มาตรวัด นี้แตกต่างจากมาตรวัด แบบเธอร์สโตน และมาตรวัดแบบไลเคิต ก็คือ เป็นอิสระจากข้อสันนิษฐาน ที่เกี่ยวกับการกระจาย ข้อวินิจฉัยเปรียบเทียบ (The Distribution of Comparative Judgment) หรือการกระจาย ของบุคคล ตามมาตรวัดทัศนคติ (The Distribution of Individuals Along the Attitude Scale) มาตรวัด แบบกัตต์แมน มีข้อสมมติฐาน เบื้องต้น 2 ประการคือ

  1. มีลักษณะเป็นมิติเดียว (Unidimension) ซึ่ง Edwards (1957 : 172 อ้างในสมศรี เปี่ยมสมบูรณ์, มปป.: 20) ได้ให้ความหมายว่า หมายถึง ในกรณีของ การวัดทัศนคติ อาจกล่าวได้ว่าบุคคลหนึ่ง มีคะแนนทัศนคติสูงกว่า อีกบุคคลหนึ่ง ดังนั้นในทำนองเดียวกัน เราอาจกล่าว ได้ว่าบุคคลหนึ่ง ชอบข้อความหนึ่งมากกว่า ข้อความอื่น ๆ ในชุดข้อความทั้งหมด มากกว่าบุคคลอื่น ๆ และ เมื่อการวัดทัศนคติทำได้อย่างนี้ ข้อความการวัดทัศนคติ ดังกล่าวก็จะมีลักษณะ เป็นมาตรวัดแบบมิติเดียว
  2. การสะสมคะแนน (Commulativeness) คือ ผู้ตอบที่เห็น ด้วยกับข้อความที่ 1 อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับข้อความที่ 2, 3….. แต่จะเป็นไป ไม่ได้ถ้าที่เห็นด้วยกับข้อความที่ 3 แล้วจะไม่เห็นด้วยกับข้อความที่ 1 และ 2 มาก่อน ดังนั้นคะแนนที่ได้จึงเป็นคะแนนสะสม
จากที่กล่าวมา มาตรวัด ทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันหลายประการ คือ
  1. มาตรวัด แบบเธอร์สโตน ต้องใช้กรรมการในการพิจารณา ข้อความขณะที่มาตรวัดแบบไลเคิต และมาตรแบบกัตต์มันไม่ต้องใช้ กรรมการพิจารณาข้อความ
  2. มาตรวัดแบบเธอร์สโตน กลุ่มตัวอย่างต้องเป็นผู้เลือก ข้อความโดยตอบว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ส่วนมาตรวัดแบบไลเคิต กลุ่มตัวอย่างต้องเลือกข้อความ ตามความเห็นด้วยมากที่สุด ไปจนถึงเห็นด้วยน้อยที่สุด ขณะที่มาตรวัดแบบกัตต์มัน กลุ่มตัวอย่างจะเลือกข้อความที่เป็นตัวแทนเขามากที่สุด และคะแนนที่ได้สะสมมากขึ้น
  3. มาตรวัดทั้ง 3 ประเภท มีลักษณะเป็นมาตรวัด จัดลำดับกล่าวคือ ผลที่ได้จะเป็นแบบเรียงลำดับ (Rang Order) ไม่ใช่ช่วงเท่า (Equal Interval)
AU Intranet Assumption University, Thailand ,Tel.3004543 ext.1315, 3004886