|
มาตรวัดการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (ตอนจบ)
อาจารย์ปรีชา บุญรอด
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสังคมศาสตร์ ศูนย์วิจัยธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
-
ความเที่ยงตรง และความเชื่อถือได้ของมาตรวัด (Validity and Reliability)
ความเที่ยงตรงของมาตรวัด (Validity)
ความเที่ยงตรงของมาตรวัด เป็นเครื่องบ่งชี้ ว่ามาตรวัดนั้น สามารถวัดได้ ตรงตามเนื้อหาสาระ (Content) มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ความเที่ยงตรง ของมาตรวัด มีขอบเขตจำกัด เฉพาะเรื่องที่จะวัดเท่านั้น มิใช่ว่าจะสามารถ นำไปวัดได้ทุกเรื่อง ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือการใช้มาตรวัดแต่ละครั้ง จะต้องทราบถึง วัตถุประสงค์ ของการวัด ว่าต้องการวัดอะไร ซึ่งจะทำให้เราทราบว่า มาตรวัดมีความเที่ยงหรือไม่ นั่นคือ จะทราบว่า เราวัดในสิ่งที่ ต้องการวัดหรือไม่ ทั้งนี้ ความเที่ยงตรง ของมาตรวัด แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
- ความเที่ยงตรงในเนื้อหา (Content Validity)
บางครั้งเรียกว่า Face Validity หมายถึง มาตรวัดที่สร้างขึ้นนั้น ครอบคลุมเนื้อหา หรือไม่เพียงใด อาจทำได้ โดยการ ให้ผู้เชี่ยวชาญ ในสาขานั้น ๆ ช่วยตรวจสอบ พิจารณา ตามหลักวิชา หรือตัวนักวิจัย เองอาจทดสอบ ได้โดยการทบทวน วรรณกรรม งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรนั้น ๆ ให้มากที่สุด จะทำให้ทราบว่า มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน มีการศึกษา ในแง่มุมใดบ้าง อย่างไรก็ตามการทดสอบ ความเที่ยงตรง ในเนื้อหา แม้จะทำได้ไม่ยาก และไม่ต้องใช้เทคนิค ทางด้านสถิติ เข้ามาช่วยก็ตาม แต่เนื่องจาก เป็นการตัดสิน โดยใช้อัตวิสัย (Subjective) ความเชื่อถือ ได้จึงค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับวิธีการอื่น ๆ
- ความเที่ยงตรงสัมพันธ์กับเกณฑ์ (Criterion - Related Validity)
บางครั้งอาจ มีการเรียกชื่อ เป็นอย่างอื่น เช่น ความเที่ยงตรง พยากรณ์ (Predictive Validity) ความเที่ยงตรง แบบประจักษ์ (Empirical Validity) (Kerlinger, 1973) หรืออาจเรียกว่าความเที่ยงตรง สอดคล้อง (Concurrent Validity) ความเที่ยงตรง สัมพันธ์กับเกณฑ์นี้ เป็นการศึกษา โดยเปรียบเทียบ ผลจากการ ทดสอบเกณฑ์ หรือค่าของตัวแปร ภายนอก ถ้าผลจากการวัดใหม่ เทียบเคียงกับเกณฑ์ หรือค่าของตัวแปร ภายนอก พบว่ามีความสัมพันธ์ กันสูง แสดงว่ามีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งวิธีการนี้มีความเชื่อถือ ได้พอสมควร และสามารถนำไปใช้ได้ โดยใช้เทคนิคทางสถิติเบื้องต้นเท่านั้น
- ความเที่ยงตรงในมโนทัศน์ (Construct Validity)
เป็นการทดสอบความเที่ยงตรง ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่จำเป็นต้องใช้เทคนิค ทางสถิติชั้นสูงเข้าช่วย นั่นคือการใช้เทคนิค การวิเคราะห์ตัวประกอบ (Factor Analysis) เพื่อทำการจำแนก และจัดกลุ่มข้อความ ที่มีความใกล้เคียงกันหรือ อยู่ในมิติเดียวกัน เข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ที่นำมานั้น จะมีความหมายทางเนื้อหาสาระ หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นหากการสร้างมาตรวัด ปราศจากกรอบแนวคิด ทฤษฎี (Conceptual Framework) การตั้งชื่อมิติ ตามผลการวิเคราะห์ ตัวประกอบเพียงอย่างเดียว มาทดสอบ ความเที่ยงตรง ในมโนทัศน์ได้ จำเป็นต้องสร้าง มาตรวัดโดยอาศัยทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์ นั้น ๆ เป็นหลักด้วย
ความเชื่อถือได้ของมาตรวัด (Reliability)
ในการวิจัย ทางสังคมศาสตร์ มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่า มาตรวัดอย่างเดียวกันนั้น เมื่อมีการนำไปใช้ โดยผู้วิจัยคนอื่น ๆ หรือสถานการณ์อื่น ๆ ช่วงเวลาอื่น ๆ เป็นต้น จะได้ผลเช่นเดียวกันหรือไม่ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ท้าทาย นักวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นอย่างมาก จึงได้มีความพยายาม ที่จะลดช่องว่างดังกล่าวนี้ โดยการทดสอบ ความเชื่อถือ ได้ของมาตรวัด ก่อนที่จะนำไป ใช้ในการศึกษา ซึ่งวิธีการทดสอบ ความเชื่อถือได้ ของมาตรวัด สามารถสรุป ได้เป็น 4 วิธี คือ
- การทดสอบซ้ำ (Test -Retest)
เป็นการทดสอบ ความมั่นคง สม่ำเสมอ (Stable) ของมาตรวัด โดยการใช้มาตรวัด อันเดียวกันทดสอบ กับกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม 2 ครั้ง ในเวลาที่ต่างกัน (ควรห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์) แล้วนำมาทดสอบ ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ถ้าหากค่าสหสัมพันธ์สูง (ควรจะมากกว่า .6 ขึ้นไป) แสดงว่า มาตรวัดนั้นมีความเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องช่วงเวลาห่าง ของการทดสอบ อาจมีผลกระทบ ต่อการทดสอบได้เช่นกัน หากเวลาใกล้เคียงกันมาก อาจมีผลต่อความจำ ของผู้ตอบ ทำให้ค่าสหสัมพันธ์สูงได้ หรือถ้านานเกินไป อาจมีปัจจัย ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ของปรากฏการณ์ เปลี่ยนไปก็มีผลกระทบ ต่อการตอบเช่นเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่ง คือการตามหาตัวผู้ตอบ ที่เคยตอบแบบสอบถามครั้งแรกนั้น เมื่อทิ้งช่วงเวลาอาจทำได้ยาก ในการตามหา เพื่อให้ตอบแบบสอบถาม ครั้งที่สอง และวิธีการทดสอบ แบบเดียวกันนี้ไม่นิยม ใช้กับมาตรวัด ที่เป็นลักษณะ การสมมุติเหตุการณ์ เพราะผู้ตอบมักจะอาศัย ประสบการณ์ จึงนิยมใช้กับมาตรวัด ที่เกี่ยวข้อง กับสถานการณ์จริง ซึ่งการทดสอบแบบ นี้จะทำได้รวดเร็ว และนำไปใช้ได้ง่าย
- การทดสอบแบบคู่ขนาน (Parallel Test Forms)
เป็นการหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของความเชื่อถือได้ โดยการทดสอบ แบบคู่ขนาน คือการสร้างมาตรวัดขึ้นมา 2 ชุด โดยมีค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใกล้เคียงกัน และมีค่าสหสัมพันธ์ ระหว่างข้อในระดับ ที่สูงพอควร จากนั้นนำมาตรวัด ทั้ง 2 ชุด ไปทำการทดสอบกลุ่มตัวอย่าง เพื่อนำมาหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ ทั้งสองชุด อย่างไรก็ตามวิธีการ แบบคู่ขนานนี้ ค่อนข้างยาก ในแง่ของการสร้างแบบ สอบถาม 2 ชุด ให้มีลักษณะใกล้เคียงกัน และการที่กลุ่มตัวอย่าง ต้องตอบแบบสอบถาม ที่คล้ายกัน 2 ชุด ในเวลาเดียวกัน อาจมีผลกระทบ ในการตอบได้ โดยเฉพาะ ในการตอบชุดที่ 2 ซึ่งลักษณะดังกล่าว จะมีผลกระทบ ต่อค่าสหสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ได้
- วิธีการแบ่งครึ่งมาตรวัด (Split-Half Method)
วิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลา ในการคำนวณ ค่อนข้างมาก โดยเริ่มจากการสร้างมาตรวัดชุดหนึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เหมือนกัน แล้วนำไปทดสอบ กับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นจึงนำ มาหาค่าสัมประสิทธิ์ ของความเชื่อถือได้ แต่เนื่องจาก ความเชื่อถือ ได้ที่ได้มานี้ จากครึ่งหนึ่ง ของเครื่องมือวัด จึงจำเป็นต้องปรับ ค่าดังกล่าว ให้เท่ากับค่าที่ได้ จากมาตรวัด ที่สมบูรณ์ โดยใช้สูตร Spearman - Brown ในการคำนวณดังนี้
rtt = 2rtt x / (1+rttx)
rxttx =
ค่าที่ปรับแล้วของค่าสหสัมพันธ์ ของแต่ละครึ่ง ของมาตรวัด หรือค่าวัดความเชื่อถือ ได้ของมาตรวัดทั้งหมด
rttx = ค่าที่ยังไม่ปรับ ของความสัมพันธ์ ของแต่ละครึ่ง ของมาตรวัด
เช่น หากค่าความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ส่วนที่ได้คือ .75 ค่าความเชื่อถือได้ ของมาตรวัด สมบูรณ์คือ
rxttx = (2) (.75) / (1+.75)
= 1.5 / 1.75 = .86
ประเด็นที่ต้องคำนึง ในการใช้วิธีนี้คือ การแบ่งครึ่งมาตรวัด ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น แบ่งออกเป็นส่วนบน และส่วนล่าง หรือแบ่งตามเลขคู่และเลขคี่ของข้อความ การแบ่งแต่ละครั้ง จะมีผลต่อ ค่าความสัมพันธ์ หรือค่าความเชื่อถือได้ ของมาตรวัด รวมทั้งความยาว ของมาตรวัด ก็มีผลต่อค่าความเชื่อถือ ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะต้องระมัดระวัง ด้วยเพราะการแบ่งครึ่ง ที่ต่างกัน จะได้ค่าความเชื่อถือได้ ต่างกันแม้จะวัด ในคนกลุ่มเดียวกัน และเวลาเดียวกันก็ตาม
- วิธีการหาค่าสัมพันธ์ เฉลี่ยระหว่างข้อ (Average Intercorrelation Method)
วิธีนี้เป็นวิธีที่มีค่า ความเชื่อถือได้ ที่แน่นอน แต่ก็ใช้เวลาใน การคำนวณ มากกว่า วิธีอื่น ๆ ซึ่งวิธีการหลีกเลี่ยง ความยุ่งยาก และความซับซ้อนที่นิยมใช้กันก็คือ การคำนวณ โดยใช้ค่า Coeffiicient Alpha (Cronbach, 1951) มาเป็นตัวประมาณ ค่าสหสัมพันธ์ เฉลี่ยระหว่างข้อ (Average Intercorrelation) ซึ่งปัจจุบัน ได้รับการพัฒนา อยู่ในโปรแกรม สำเร็จรูป สำหรับการวิเคราะห์ ทางสถิติ สำหรับการวิจัย ทางสังคมศาสตร์ (SPSS) จึงใช้ได้อย่าง สะดวกรวดเร็ว และเป็นที่นิยมกันปัจจุบัน แต่ก็ต้องคำนึง และระมัดระวัง ในเรื่องต่อไปนี้
- ลักษณะของผู้ตอบ ถ้ามีความแตกต่าง กันมาก ค่าความแปรปรวน ของมาตรวัด ก็จะมีมากอาจ ทำให้ความเชื่อถือ ได้ต่ำลง
- ถ้าคำถามไม่เป็นอิสระจากกัน อาจมีผลกระทบ ต่อความเชื่อถือ ได้ที่จะทำให้ต่ำลง
- ความตั้งใจ ของผู้ตอบที่อาจ ได้รับอิทธิพล จากสภาพแวดล้อม เช่น เสียงดัง อากาศร้อน เป็นต้น นักวิจัย จะต้องควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย เพราะอาจมีผล ต่อความเชื่อถือได้ที่ต่ำลง
- ความพร้อมของผู้ตอบก็มีผลต่อความเชื่อถือ ได้ เช่นกำลังเร่งรีบ กำลังหิว หรือกำลังเหนื่อย หงุดหงิด เป็นต้น ผู้วิจัยต้องควบคุม สิ่งเหล่านี้เช่นกัน
เอกสารอ่านเพิ่มเติม
จิระวัฒน์ วงศ์สวัสดิวัฒน์ , ทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรม : การวัด การพยากรณ์ และการเปลี่ยนแปลง , มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ , 2538.
สมศรี เปี่ยมสมบูรณ์ , การวัดค่าตัวแปรทางสังคมวิทยา , โครงการพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ไม่ระบุปีที่พิมพ์.
สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ , การสร้างมาตรวัดในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ , สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ , 2534.
Babble, E.R. The Practive of Social Research. California : Wadsworth, 1979.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton. Century - Crafts, 1957.
Smith, H.W. Strategies of - Social Research : the Method - ological Imagination. New York : Prentice - Hall, 1981.
|