จุลสาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC Newsletter
เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2541 B a c k

บทบาทของนักบัญชีเพื่อความอยู่รอดของกิจการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ดร.วิษณุ ภูมิพานิช
อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
American Management Association (AMA) Certified Trainer

ในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันแล้วว่า อยู่ในภาวะถดถอย ตามที่มีข่าวอยู่ในสื่อ ต่าง ๆ มากมาย การแก้ไขปัญหา ทางเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ซึ่งได้จัดให้มี การปรับอัตรา แลกเปลี่ยน เงินบาท ให้อยู่ ในภาวะลอยตัว หรืออีกนัยหนึ่ง คือการลดค่าเงินบาท ในอดีต เคยใช้ได้ผลเป็นอย่างดี ในภาวะการณ์ ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะใช้ การไม่ได้ดี เท่าที่ควร อันเป็น เพราะปัจจัย ภายนอก ประเทศหลาย ๆ อย่าง ในอดีตนั้น การลดค่าเงินบาท จะมีผลต่อการได้เปรียบ ด้านการส่งออกสินค้า แต่ในเมื่อเกือบ ทุกประเทศ ในภูมิภาค นี้ได้รับผลกระทบ เหมือนกันหมด และทำการปรับค่าเงิน ของประเทศ ตนเองเช่นกันทำให้ การลดค่าเงิน ไม่ช่วยให้ ประเทศไทย ได้เปรียบ จากการส่งออก เท่าที่ควร จึงทำให้ภาวะ และปัญหา เศรษฐกิจ ที่มีอยู่ ยังคงมีอยู่ต่อไป หรือลดความรุนแรง ลงได้บ้างเท่านั้น แต่สิ่งที่ นักบัญชี ควรจะทำ ในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันหรือใน 2-3 ปีข้างหน้า ควรจะเป็นอย่างไร

งานหลักอย่างหนึ่งของนักบัญชี คือ การที่จะต้องจัดทำงบการเงินต่าง ๆ ให้ได้ อย่างถูกต้อง และน่าเชื่อถือได้ เพื่อใช้ประโยชน์ ในการวิเคราะห์ สถานการณ์ของกิจการ ในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอ สำหรับหน้าที่ของนักบัญชี ในภาวะการณ์ปัจจุบัน การที่นักบัญชีจะต้องมีหน้าที่ ในอันที่จะเสริม ให้กิจกรรม มีการอยู่รอดได้ในอนาคต จึงเป็น หน้าที่สำคัญ อย่างหนึ่งด้วย มิใช่เพียงนักบัญชีเท่านั้นแต่หน้าที่ ดังกล่าวจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคน ในกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้บริหารกิจการ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นจะต้องมีนักบัญชีอยู่ด้วย

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงหน้าที่ ของผู้บริหารกิจการแล้ว จะพบว่า ผู้บริหารจะต้องเป็นบุคคล ที่มีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กว้างไกล มิใช่มองเพียงแค่ความอยู่รอด ของกิจการ ในปัจจุบัน แต่ถ้าหากปัจจุบัน กิจการอยู่รอดไม่ได้ การมีวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกล ก็ดูว่าจะไม่มี ประโยชน์ อันใดเลย ดังนั้นผู้บริหาร จึงควรที่จะมีศักยภาพ ในอันที่จะรวมทั้งสองสิ่ง ที่เข้ากันด้วยกัน กล่าวคือ การมีวิสัยทัศน์ที่ดี เพื่อความอยู่รอด ของกิจการในภาวะปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วย ให้ทั้งสองสิ่งเข้ากัน ได้ดี คือ การวางแผน ระยะยาวของกิจการ (Long Term Master Plan) และทำแผนเชิงกลยุทธ์ ในระยะสั้น (Short Term Master Plan) ให้สอดคล้อง กับแผนงาน ระยะยาว แผนงานระยะยาว นั้นจะต้องวางอย่างรอบคอบและใช้วิสัยทัศน์ที่ดี ในการจัดทำ เพื่อที่จะทราบว่าใน อนาคต 3-5 ปีข้างหน้า กิจการจะไปอยู่ในที่ใด หรือมีเป้าหมายอย่างไร เมื่อทราบถึงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ว่าจะยังคงอยู่ หรือเป็นอย่างไร ต่อไปในอนาคต การวางแผนงานระยะยาว จะสามารถทำได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอยุ่ในปัจจุบัน และที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต เช่น ปัจจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ กับคู่ค้า และพันธมิตรทางการค้า รูปแบบ ของการตลาด เพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า ของกิจการ ฯลฯ แต่ในกรณี ที่แผนงานระยะยาว ได้มีการวางไว้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแผนงานนั้นได้ทำไว้ เมื่อ 2-3 ปีก่อน ปัจจุบันนี้ แผนงานเหล่านั้นควรจะมี การปรับปรุง เพื่อให้เข้าได้ กับสถานการณ์ ปัจจุบันที่เศรษฐกิจ ของประเทศ อยู่ในสภาวะถดถอย ตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง ของการปรับปรุงแผนงาน ในระยะยาว ที่เห็นชัดได้แก่ การที่รัฐบาล ได้เริ่มให้มีการปรับปรุง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน

เมื่อแผนงานระยะยาวได้รับการย่อยเป็นกลยุทธ์ ในระยะสั้นแล้ว นักบัญชี จะมีบทบาท ในการเกื้อต่อความอยู่รอด ของกิจการ ในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันมากขึ้น สิ่งหนึ่งซึ่งหลายกิจการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกิจการขนาดเล็ก และขนาดกลาง ยังขาดอยู่ หรือมิได้จัดทำขึ้น คือการจัดทำงบประมาณ การจัดทำงบประมาณ นั้นจะต้องมีความสอดคล้อง กับแผนงานของกิจการ โดยรวมที่สำคัญ ที่สุด คือ งบประมาณ ประจำปีที่จะต้องสอดคล้อง กับแผนงานเชิงกลยุทธ์ ในระยะสั้นของกิจการ

อย่างที่นักบัญชี ทุกท่านได้ทราบดีแล้วว่าการจัดทำ งบประมาณประจำปี ควรจะต้องเริ่มจากการจัดทำ ประมาณการรายได้ ของกิจการแล้วจึงทำการจัดงบประมาณ หรือประมาณ การด้านอื่น ๆ ต่อไป

บทบาทของนักบัญชี ในส่วนของงบประมาณรายได้ และค่าใช้จ่าย ในยุคเศรษฐกิจ ปัจจุบันนั้น ควรจะต้องยึดถือ งบประมาณ ด้านต้นทุน และค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ โดยจัดให้มีการได้ดุลกับรายได้ ซึ่งจะตกลงไปจากปีก่อน ๆ ที่ผ่านมาและสอดคล้อง กับนโยบาย การประหยัด เพื่อความอยู่รอดของกิจการ และของประเทศ อย่างไร ก็ดี การจัดทำงบประมาณ ก็คือ การวางแผนในรูปของตัวเงิน สิ่งซึ่งท้าทาย นักบัญชีมากคือ การควบคุมให้มีค่าใช้จ่าย เป็นไปตามงบประมาณ จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ งบประมาณ (ซึ่งผู้ใช้งบประมาณ จะต้องเป็นผู้จัดทำงบประมาณเอง) แต่ในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันนั้นนักบัญชี ควรมีบทบาท ในการเป็นบุคคล ที่คอยเชื่อมระหว่างเหตุผล ของข้อแตกต่าง จากงบประมาณ กับวิธีการในการลด ข้อแตกต่างนั้น กล่าวคือ นักบัญชี จะต้องมีหน้าที่ เพิ่มเติมในการ (1) ควรชี้ให้เห็นว่ามี ข้อแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างค่าใช้จ่าย หรือต้นทุน จริง กับงบประมาณ (Variance) (2) เหตุผลของ ข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น เช่น Price Variance หรือ Efficieny Variance เกิดจากอะไร (3) ประสานงาน กับเจ้าของงบประมาณ ในการลดมูลค่า ของข้อแตกต่าง ที่ไม่น่าพอใจออกไป (Unsatisfactory Variance) และ (4) การรายงาน และติดตามผล การลดมูลค่า ดังกล่าว อย่างจริงจัง หลายกิจการ อาจมีการจัดทำ ดังที่ได้ กล่าวไว้แล้วซึ่งจะเป็นสิ่งดี และควรที่จะเห็น ถึงการจัดทำ การปรับปรุง แผนงาน ระยะยาว (Long term master Plan) ให้สอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจ ส่วนกิจการ ที่ยังมิได้จัดทำขึ้น ข้อเสนอแนะ นี้อาจเป็น ทางหนึ่งซึ่งจะช่วยให้กิจการ อยู่รอดได้ หรือถ้าจะกล่าว อีกนัยหนึ่ง ก็คือการจัดทำงบประมาณ เป็นสิ่งที่จำเป็น และจะต้องได้ รับการจัดทำ และควบคุม อย่างใกล้ชิด หรือเอาจริงเอาจัง มากขึ้น กับเรื่องของ งบประมาณ เรื่องหนึ่ง ซึ่งสามารถ นำเป็นตัวอย่าง ของการจัดทำงบประมาณ ในส่วนของค่าใช้จ่าย คือ การจัดทำแผนงาน ด้านกำลังคน (Manpower Planing หรือ Human Plaining) การจัดทำแผนงาน ด้านกำลังคน ในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน ควรจะทำ ให้สอดคล้อง กับนโยบาย ที่มีอยู่คือ การประหยัด แต่ที่ทราบกันทั่วไป ว่าการจัดการ และบริหารด้านบุคลากร เป็นสิ่งที่มี ความละเอียดอ่อนมาก และหากมองย้อนกลับไป ในอดีตแล้ว อาจพบว่ามีหลาย ๆ รายการ ที่จะสามารถพิจารณา ปรับลดลงได้ เพราะในอดีต มีการให้แบบ เกินความจำเป็น

จากนิตยสาร World Executive's Digest ประจำเดือน เมษายน 2540 เรื่อง "Change is in the air" ที่กล่าวถึงเรื่องของรายได้ ของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ ในภาคพื้น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า รายได้โดยเฉลี่ย ของผู้บริหารระดับสูง ของไทยอยู่ที่ 73,202 เหรียญอเมริกัน (USD) หรือประมาณ 1.9 ล้านบาทต่อปี (อัตราแลกเปลี่ยน ก่อนจะมีการปรับค่าเงินบาท ลอยตัวตามเวลา ที่มีการจัดทำการวิจัย) โดยผู้บริหารของธุรกิจ ที่เป็นธุรกิจการเงิน จะมีค่าเฉลี่ย รายได้มากที่สุด ได้แก่ 74,383 USD หรือ ประมาณ 1.93 ล้านบาทต่อปีต่อคน รายได้ นี้นับเฉพาะในส่วน ของรายได้ จากเงินเดือน เพียงเท่านั้น ยังมิได้รวมถึง ผลประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งแต่ละกิจการ จะมีมาตรฐาน ที่ต่างกันไป และถ้าหากจะพิจารณา ถึงระดับ Junior Manager (จากการศึกษา หมายถึง หัวหน้า หน่วยงานซึ่งมี พนักงานใต้บังคับบัญชา 2-3 คน และมีประสบการณ์ ประมาณ 1-3 ปี) จะมีรายได้ เฉพาะเงินเดือนต่อปี 13,844 USD หรือ ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้าง จะเป็นตัวเลขที่สูงมากของกิจการ ดังนั้นการพิจารณา วางแผน อย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ และควบคุม ให้เป็นไปตามแผนงาน ที่ปรากฎ อยู่ในรูปของงบประมาณ จะต้องทำอย่างจริงจัง ถ้าหากนักบัญชี พบว่าจากงบประมาณ ประจำปี กิจการมีความจำเป็น ที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับค่าจ้าง อีกข้อเสนอแนะหนึ่ง มีความจำเป็นไปได้ จะมาจากบทความ ของวารสาร Personel ประจำเดือน พฤษภาคม 2536 ของ The American Management AssociatIon, NY เรื่อง "Pay Policys while Downsizing the Orgnization" โดย Bruce R. Ellig ที่ได้เขียน ไว้เกี่ยวกับเรื่อง ของขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ลดค่าใช้จ่าย เรื่องค่าจ้าง ในช่วงที่กิจการ มีปัญหา เกี่ยวกับกระแสเงินสด โดยได้นำเอาตัวอย่าง ของกิจการในประเทศ สหรัฐอเมริกา ที่พบปัญหา ดังกล่าว ในช่วงที่ ประเทศเกิด วิกฤตการณ์ด้านการเงิน เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนเช่นเดียว กับที่ประเทศไทย พบอยู่ในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 7 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณหาจำนวน ของค่าจ้าง และสวัสดิการที่กิจการ จำเป็นจะต้องลดลง (Calculate Needed Pay and Benefits Saving) ขั้นตอนนี้ จะต้องมี งบประมาณ ประจำปี ของกิจการ เป็นบรรทัดฐาน ในการใช้ เปรียบเทียบ และใช้ผลลัพธ์ เป็นตัวเลข มาตรฐาน ในการดำเนินงาน จากตอนที่ 2 ถึงตอนที่ 7

ขั้นตอนที่ 2 จัดจ้างเท่าที่ จำเป็น (Curtial Hiring) คือ การว่าจ้างพนักงานใหม่ เท่าที่จำเป็น ต่อการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไป ตามแผนงาน และถ้าหากมี การลาออก ของพนักงาน ก็จะไม่มีการ ว่าจ้างทดแทน แต่จะมี การเฉลี่ยงาน ให้พนักงาน อื่นที่ยังทำงานอยู่ ถ้ายังไม่เข้าเป้าหมายในขั้นตอนที่ 1 ให้ทำต่อไป ในขั้นตอนที่ 3

ขั้นตอนที่ 3 การเกษียณก่อนเวลา (Induce Voluntary Retirement) เป็นขั้นตอนที่ จะประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ส่วนหนึ่ง โดยการ กระตุ้นให้พนักงาน บางส่วนได้มี การเกษียณ ก่อนอายุที่กำหนดไว้ ในระเบียบของกิจการ ขั้นตอนนี้ อาจมีปัญหา กับบางกิจการ ในประเทศไทย อันได้แก่ กิจการ ที่มิได้จัดทำสวัสดิการ Provident Fund ให้กับพนักงาน เพราะจะไม่มีเครื่องมือ จูงใจให้พนักงาน ขอเกษียณอายุก่อน และ ถ้าหากระเบียบของกิจการ มิได้มีรายการสำรอง ให้พนักงาน ก็จะต้อง จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ให้ซึ่งจะมีผลต่อค่าใช้จ่าย ของกิจการด้วย ถ้าขั้นตอนที่ 3 ยังไม่เข้าเป้าหมาย ในขั้นตอนที่ 1 ให้ทำต่อไป ในขั้นตอนที่ 4

ขั้นตอนที่ 4 งดการขึ้นเงินเดือน และสวัสดิการ (Freeze Pay and Benefit) การจัดทำ ในขั้นตอนนี้ นักบัญชี จะต้องร่วมมือ กับหน่วยงานด้านบุคลากร เพื่อการพิจารณา โครงสร้าง ขององค์กร ว่าถ้าหาก มีจำนวนพนักงาน ลดลงแล้วจาก ขั้นตอนที่ 3 และมีการลด การขึ้นเงินเดือน และสวัสดิการต่าง ๆ จะทำให้เป็นไป ตามเป้าหมาย ของขั้นตอนที่ 1 หรือไม่ ขั้นตอนนี้ จะต้องทำ

ขั้นตอนที่ 5 กระตุ้นให้มีการสมัครใจ ลาออก (Induce Voluntary Layoff / Quits) จะเป็นขั้นตอนที่ อาจจะต้องมีการ ประมาณ จำนวนบุคลากร ที่จะลาออก เพื่อแลกเปลี่ยน กับผลประโยชน์ ที่ดีกว่า การถูกเลิกจ้าง ผลประโยชน์ นี้จะเป็นเงินชดเชย ที่สูงกว่า ที่รัฐบาล กำหนดไว้ เช่น บุคคลที่ทำงาน เกินกว่า 3 ปี ในกิจการ จะได้รับเงิน ชดเชย เป็นจำนวน เท่ากับเงินค่าจ้าง เป็นเวลา 6 เดือน แต่ถ้าหากพนักงาน ขอลาออกเพื่อความอยู่รอด ของกิจการ จะได้รับพิเศษ เป็น 7-8 เดือน ขั้นตอนนี้ จะเป็นเหมือน ขั้นตอนที่ 3 คือ จะต้องมีค่าใช้จ่าย เกิดขึ้น แต่จะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ของกิจการ ลงในระยะยาว การประมาณ จำนวนบุคลากร ที่จะลาออก ในขั้นตอนนี้ จะขึ้นอยู่กับแต่ละกิจการว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ถ้าหากการลดค่าใช้จ่าย จากขั้นตอนที่ 5 ยังไม่สามารถ บรรลุเป้าหมาย จากขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 6 และ 7 จะต้องจัดทำขึ้นตามลำดับได้

ขั้นตอนที่ 6 ลดเงินเดือน และสวัสดิการ (Reduce Pay and Benefits) และขั้นตอนที่ 7 การเลิกว่าจ้าง (Carry Out Involuntary TerminatIon) นักบัญชี จะต้องประมาณ การว่าการลดเงินเดือน และ สวัสดิการ ของพนักงาน ในระดับใด ควรจะเป็นเท่าไร ของเงินเดือน และถ้าหากมีการเลิกจ้าง จะเป็นพนักงานระดับใด กลุ่มงานไหน จำนวนเท่าไร เพื่อความอยู่รอดของกิจการ โดยเปรียบเทียบ กับงบประมาณประจำปีที่มีอยู่

เมื่อคำนวณ และประมาณการ แล้วพบว่ามีขั้นตอนใด จะทำให้กิจการดำเนินงานต่อไปได้ ก็ให้นำเสนอแผนงานในการปฎิบัติ เพื่อการปรับปรุงงบประมาณ เช่น ถ้าพบว่าการลดค่าใช้จ่ายจะทำ โดยการใช้ขั้นตอนที่ 3 และ 4 คือการเกษียณก่อนอายุ และการงดการขึ้นเงินเดือน จะทำให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นที่ 7 คือการเลิกว่าจ้าง ก็ให้หยุดที่ขั้นตอนนั้นเพื่อให้ ผู้บริหารสามารถ รู้จุดยืนของตนเองต่อบรรดาลูกจ้าง และพนักงานของกิจการ ถ้าการจัดทำงบประมาณ ค่าจ้างได้พิจารณาตามลำดับ ขั้นตอนที่ได้กล่าวไว้ กิจการจะสามารถทราบได้ว่าในปีต่อไปสิ่งใดที่ จะต้องทำเกี่ยวกับ เรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคล อันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และจะต้องจัดทำโดยทันทีเพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับขวัญ และกำลังใจของพนักงาน

งบประมาณหนึ่งที่จะต้องจัดทำอย่างระมัดระวัง และควบคุมให้ใกล้ชิด ที่สุด คืองบประมาณกระแสเงินสด เพราะในภาวะปัจจุบัน ความสำคัญ ระหว่างกำไรกับเงินสด นั้น เงินสดดูจะมีความสำคัญ มากต่อการอยู่รอดของกิจการ ประโยชน์ ของการจัดทำงบประมาณ กระแสเงินสด ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน คือช่วยให้ผู้บริหาร มีเวลาล่วงหน้าพอสมควร ที่จะหาแหล่งเงิน ในกรณีที่กิจการ ต้องการเงินสด ที่จะใช้หมุนเวียนในกิจการการกู้ (ถ้าจำเป็น) จะได้ถูกจัดวางแผน ไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือระยะเวลา นอกจากนี้แล้วนักบัญชี จะสามารถใช้งบประมาณกระแสเงินสด ในการกระตุ้น เตือนเจ้าของกิจการ ในการมองหาแหล่งเงินทุน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว หรือแหล่งเงินทุน ในประเทศ หรือต่างประเทศ ทั้งยังเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งในการระบุ ถึงความสามารถ และการขยาย ขีดความสามารถ ในการจัดเก็บ หนี้ให้มีประสิทธิภาพด้วย

สิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้น จะเป็นหนึ่งในบางสิ่งบางอย่าง ที่นักบัญชีควรทำ เพื่อช่วยให้กิจการ สามารถอยู่รอดได้ ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน มิใช่เพียงดูแล ให้งบการเงิน ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือเท่านั้น การมีบทบาทดังกล่าว จะทำให้คุณค่า ของนักบัญชีเพิ่มขึ้น ในองค์กรมากกว่าเป็นเพียง ผู้ดูแลตัวเลข ทางการเงิน ของกิจการเท่านั้น

AU Intranet Assumption University, Thailand ,Tel.3004543 ext.1315, 3004886